3บลจ."กสิกรไทย-กรุงไทย-ธนชาต" แนะกระจายเสี่ยง หลบการเมืองไทยป่วน เชียร์ลงทุนกองตราสารหนี้ใน-ต่างประเทศ
ปัญหาการเมืองภายในประเทศ ยังเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลงต่อเนื่องหลังมีการประชุมต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก่อนที่จะฟื้นตัวในช่วงกลางสัปดาห์ แต่นักลงทุนต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ดังนั้นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ จึงควรกระจายความเสี่ยง
วานนี้ (12 พ.ย.) 3 บลจ. ประกอบด้วย บลจ.กสิกรไทย บลจ.กรุงไทย และบลจ.ธนชาต จึงเสนอทางเลือกเพื่อกระจายความเสี่ยงการลงทุน ให้แก่นักลงทุน โดยพาเหรดเสนอขายกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ และกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในประเทศและต่างประเทศ
โดยนายชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย บอกว่า ปัญหาการเมืองในประเทศ ยังเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ควรกระจายความเสี่ยงโดยเลือกลงทุนกับกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ
บลจ.กสิกรไทย จึงเสนอขายกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศประเภทอายุโครงการต่อเนื่องอีก 3 กองทุน ทั้งอายุ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี พร้อมนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ได้แก่ กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ 3 เดือน ดีแอล ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุน 2.75% ต่อปี กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ต่างประเทศ 6 เดือน เอคิว คาดผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่าย 3.00% ต่อปี และกองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ต่างประเทศ 1 ปี ซีจี ซึ่งให้โอกาสรับผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุนที่ 3.20% ซึ่งเสนอขายตั้งแต่วานนี้ (12 พ.ย.) ถึงวันที่ 18 พ.ย.
ส่วนนายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า บริษัทเปิดขายกองทุนเปิดกรุงไทยธนทรัพย์ บี97 โดยเสนอขายวันนี้ (13 พ.ย.) ถึงวันที่ 19 พ.ย.อายุ 3 เดือน มูลค่า 7,000 ล้านบาท ลงทุนตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศ เน้นลงทุนในหุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน สถาบันการเงิน 60% ส่วนที่เหลือลงทุนในเงินฝาก Bank of China , Union National Bank ผลตอบแทน 2.80% ต่อปี ซึ่งเงินลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ จะป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน
นายตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต กล่าวว่า บริษัทเตรียมเสนอขายกองทุนเปิดธนชาต FIXED INCOME 6M44 ระยะเวลาลงทุน 6 เดือน ผลตอบแทน 3.00% ต่อปี ลงทุนในตราสารหนี้ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยกองทุนจะป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ซึ่งจะเปิดขายครั้งเดียวตั้งแต่วานนี้ ถึงวันที่ 18 พ.ย. และขายกองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ 3 เดือน#3 ผลตอบแทน 2.75% ต่อปี ลงทุนตั๋วแลกเงิน เปิดขายตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 พ.ย.
และจากการสำรวจผลตอบแทนของ “กองทุนทองคำ” และ “น้ำมัน” ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ (31 ต.ค.2556) พบว่า กองทุนทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 19.19% โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุดให้ผลตอบแทนติดลบ 17.77% และกองทุนที่มีผลงานแย่สุดให้ผลตอบแทนติดลบ 20.16% หรือต่างกันอยู่ 2.39%
"ในจำนวนนี้มี 18 กองทุน คิดเป็น 46.15% ที่มีผลงานดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และมี 21 กองทุน คิดเป็น 53.85% ที่มีผลตอบแทนแพ้ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม"
สำหรับ “กองทุนทองคำ” ที่มีผลตอบแทนดีสุด 3 อันดับแรก นำมาโดย อันดับ 1. “กองทุนเปิดเค โกลด์ (K-GOLD)” ของบลจ.กสิกรไทย ให้ผลตอบแทนติดลบ 17.77% 2. “กองทุนเปิดเค โกลด์เพื่อการเลี้ยงชีพ (KGDRMF)” ของบลจ.กสิกรไทย ให้ผลตอบแทนติดลบ 17.78% และ 3.“กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โกลด์ 8 เปอร์เซ็นต์ ทริกเกอร์ (CIMB-PRINCIPAL GOLD8P)” ของบลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ให้ผลตอบแทนติดลบ 18.40%
ส่วน “กองทุนน้ำมัน” ในช่วง 10 เดือนแรก ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.61% โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุดให้ผลตอบแทน 6.71% และกองทุนที่มีผลงานแย่สุดให้ผลตอบแทน 4.84% หรือต่างกันอยู่ 1.87%
“ในจำนวนนี้มี 4 กองทุน คิดเป็นสัดส่วน 44.44% ที่มีผลงานดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ในขณะที่มี 5 กองทุน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 55.56% ที่แพ้ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม”
โดย “กองทุนน้ำมัน” ที่มีผลงานดีสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ1 “กองทุนเปิดเค ออยล์ (K-OIL)” ของบลจ.กสิกรไทย ให้ผลตอบแทน 6.71% อันดับ2 “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ออยล์ (SCBOIL)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ให้ผลตอบแทน 5.81% และอันดับ 3 “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสออยล์(ASP-OIL)” ของบลจ.แอสเซท พลัส ให้ผลตอบแทน 5.79%
นายคมศร ประกอบผล นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า บริษัทลดน้ำหนักการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี และยังมีมุมมองในเชิงลบต่อสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำเพราะเศรษฐกิจสหรัฐ มีสัญญาณการฟื้นตัว และในช่วงต้นปีการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จะเกิดขึ้นเงินทุนจะไหลกลับสหรัฐ ทำให้แนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น สภาพคล่องในระบบที่ลดลง และแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นทั่วโลกเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำทั้งสิ้น
ดังนั้นการลงทุนในทองคำ จึงแนะนำให้ลงทุนซื้อขายตามกรอบแนวรับแนวต้านเป็นหลัก ไม่เหมาะกับการถือลงทุนระยะยาวในช่วงนี้ เพราะสัญญาณของอัตราเงินเฟ้อก็ยังไม่กลับมา โดยมองว่าหากราคาปรับลงมาสู่ระดับ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จึงน่าเข้าไปลงทุนแล้วไปขายบริเวณ 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
"ส่วนน้ำมัน แม้ดีมานด์ความต้องการใช้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ซัพพลายที่มีออกมาโดยเฉพาะจากสหรัฐมีมากขึ้นตลอดจนปัจจัยการเมืองในตะวันออกกลาง ก็คลี่คลายในเชิงบวกไม่ตึงเครียดเช่นในอดีต ตรงนี้ก็จะทำให้ราคาน้ำมันเองยังไม่ไปไหนเช่นกันมองกรอบการเคลื่อนไหวในปีหน้าระหว่าง 90-100 ดอลลาร์ต่อบาเรล โดยมุมมองยังลดน้ำหนักสินค้าโภคภัณฑ์อยู่และให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นแทน"







