ธนาคารออมสินปัดไม่ได้เป็น "ชนวน" จุดพลุดอกเบี้ยเงินฝาก แค่ทางเลือกสำหรับผู้ออม
หลังธนาคารรัฐและเอกชนทยอยออกแคมเปญดอกเบี้ยเงินฝากทั้งระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันราว 10 ล้านล้านบาทช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา โดยให้ดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษอัตราระหว่าง 2-4% ต่อปีในระยะ 4-24 เดือน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ยที่ 0.75% ต่อปี รายการ "Business Talk" กรุงเทพธุรกิจทีวี ได้เชิญนายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา รองผู้อำนวยการ กลุ่มการตลาด ธนาคารออมสิน นาย กฤษณ์ จันทโนทก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มาร่วมแสดงคิดเห็นในหัวข้อ "เปิดศึกแบงก์รัฐ-เอกชน ชิงเงินฝาก" โดย 2 ผู้ร่วมรายการระบุว่า ครั้งนี้นับเป็นการเร่งระดมเงินฝากเพื่อรักษาฐานลูกค้าเงินฝาก และสอดคล้องกับสภาพคล่องของแต่ละแห่ง ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่ยังปกติ เพราะทางเลือกการลงทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้น
นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า การเร่งระดมเงินฝากของทั้งธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของแต่ละแห่ง สำหรับธนาคารออมสินเองถือว่ามีสภาพคล่องเหลือเฟือ ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับแบงก์พาณิชย์ได้ เพราะเงินฝากธนาคารเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งในการออมเท่านั้น แม้ว่าในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาจะมีธนาคารหลายแห่งทยอยออกแคมเปญดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษจูงใจผู้ฝาก นับว่าเป็นการแข่งขันในระดับปกติ ยิ่งกว่านั้นเรียกได้ว่าอาจจะมีแนวโน้มชะลอตัว เพราะอัตราการเติบโตของสินเชื่อไม่สูงมากกว่าเท่าปีที่แล้ว
"รูปแบบระดมเงินฝากเน้นการปกป้องส่วนแบ่งทางการตลาดของฐานเงินฝากเป็นหลักมากกว่าการแย่งชิงส่วนแบ่งของคนอื่น" นายพิศิษฐ์กล่าว
นอกจากนี้ ช่องทางการลงทุนที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะกรมธรรม์ประกันชีวิต และกองทุนรวม ที่ให้ผลตอบแทนที่ดึงดูด ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งเงินฝากของธนาคารพาณิชย์โดยตรง ดังจะเห็นได้จากยอดกรมธรรม์ประกันชีวิตซึ่งมีอัตราเติบโตสูงในช่วงที่ผ่านมา
ออมสินยันไม่แข่งระดมเงิน
สำหรับธนาคารออมสินในปีนี้ไม่เน้นขยายตัวด้านเงินฝาก เพราะฐานมีขนาดใหญ่มากแล้วจาก 8 แสนล้านบาทในช่วง 3-4 ปีก่อน เติบโตเป็น 2 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน แต่จะเน้นด้านคุณภาพมากขึ้น ขณะนี้เงินฝากกระจายตัว แบ่งเป็นเงินฝากออมทรัพย์สัดส่วน 40% เงินฝากประจำ 30% และสลากออมสินและเงินฝากประจำมากกว่า 3 ปี 30% ออมสินไม่เน้นแสวงหาผลกำไรเป็นหลัก เพราะถือหุ้นโดยรัฐ 100% จึงจำเป็นต้องตอบแทนต่อสังคม จะเห็นว่าธนาคารเป็นรายแรกๆ ที่ปล่อยสินเชื่อระดับรากหญ้า (ไมโคร ไฟแนนซ์)
"เราเสนอบริการ (เงินฝาก) เป็นทางเลือก" นายพิศิษฐ์ ยืนยันหลังถูกถามว่าธนาคารออมสินเป็นตัวจุดชนวนดอกเบี้ยเงินฝากหรือไม่
ส่วนสินเชื่อออมสินจะเน้นด้านเสถียรภาพและความมั่นคงเป็นหลัก ปีนี้ตั้งเป้าขยายตัว 6-7% เท่านั้น แต่เดิมธนาคารมีหน้าที่ระดมเพื่อปล่อยสินเชื่อให้รัฐบาลเป็นหลัก แต่ระยะหลังรัฐบาลไม่กู้เงินจากธนาคารเพราะมีเงินเหลือ ธนาคารจึงหันไปปล่อยกู้ให้ประชาชนทั่วไป วงเงินเฉลี่ย 20,000 - 30,000 บาทต่อราย แม้ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงกว่าแต่อัตราสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่ำมาก
ชี้สภาพคล่องในระบบตึงตัวเล็กน้อย
นายกฤษณ์ กล่าวว่า สภาพคล่องทั้งระบบโดยรวมตึงตัวเล็กน้อย พิจารณาจากอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก ล่าสุดอยู่ที่ 95-96% สูงกว่าเดือนม.ค.ที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 94% เนื่องจากอัตราเติบโตสินเชื่อมากกว่า 10% แม้จะเริ่มชะลอตัวลงแล้วก็ตาม และการระดมเงินฝากที่ทำได้ยากมากขึ้น เพราะทางเลือกลงทุนมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมประเภทต่างๆ ขณะที่ โจทย์ลงทุนขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของธนาคารแต่ละแห่ง กรณีที่แบงก์มีอัตราการเติบโตของสินเชื่อเร็วกว่าเงินฝาก ก็ต้องเร่งระดมเงินฝาก ขณะที่ด้านปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์คาดว่าจะเร่งระบายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ สำหรับฐานสินเชื่อของธนาคารกรุงศรีอยุธยาแบ่งเป็นบุคคลทั่วไปสัดส่วน 50% และธุรกิจขนาดย่อมและขนาดใหญ่ 50%
อย่างไรก็ดี ความดุเดือดการระดมเงินฝากของธนาคารปีนี้เบาบางกว่าปลายปีที่แล้วมาก ประกอบกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิในปัจจุบันไม่ได้ห่างกันมา (จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศ ระบุส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิปัจจุบันมีอัตราอยู่ที่ 2.4-2.5%)
ด้านสินเชื่อ ธนาคารตั้งเป้าโตที่ 11% โดยการเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้นและกระจายไปในกลุ่มต่างๆมากขึ้น เช่น สินเชื่อรายย่อย สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ไม่เน้นที่สินเชื่อธุรกิจเพียงอย่างเดียว
นายกฤษณ์ ประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่าจะยืนที่ระดับ 2.7% ไปจนถึงกลางปีหน้าได้ เว้นเสียแต่ว่าสมมติฐานจะเปลี่ยนแปลงไป
"สภาพคล่องในระบบส่งสัญญาณตึงตัวเล็กน้อย เพราะมีทางเลือกลงทุนมากขึ้น ทั้งพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้บริษัทเอกชน ที่ทยอยออกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกรมธรรม์ประกัน และกองทุนรวม"
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล หาก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทผ่านสภาผู้แทนราษฎร และสหรัฐลดปริมาณเงินในระบบลง อาจดึงเงินไหลกลับได้ ส่วนสภาพเศรษฐกิจในประเทศโดยรวม การใช้จ่ายภาคประชาชนเริ่มชะลอตัวเพราะหนี้ครัวเรือนขยับสูงขึ้น ถ้าการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลไม่เป็นผล น่าเป็นห่วง ประกอบกับการส่งออกของไทยยังไม่แข็งแรง
"แม้แบงก์รัฐกับแบงก์พาณิชย์จะไม่แข่งขันกันโดยตรง แต่กฏเกณฑ์ที่ต่างกันก็มีผลกระทบ เพราะเงินส่วนหนึ่งจะถูกเจียดออกไป"
นายกฤษณ์ ทิ้งท้ายว่า ลูกค้าเงินฝากหากมีเม็ดเงินไม่มากพอจนทำให้เห็นความแตกต่างของผลตอบแทนที่ได้รับ แม้มีแรงดึงดูดจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าจากธนาคารอื่น ก็ไม่จำเป็นต้องโยกย้ายเงินฝากของตัวเอง









