วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิด2แผนแก้เอสเอ็มอีแบงก์

สศค. เปิด 2 แนวทางแก้สถานะ"เอสเอ็มอีแบงก์"เน้นแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยปรับเงินฝากระยะสั้นเป็นยาว พร้อมออกหุ้นกู้ระยะยาว ตัดหนี้เสียบางส่วนขาย

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะกำกับดูแลนโยบายการดำเนินงานธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค. มี 2 แนวทางที่จะแก้ไขปัญหาสถานะของธนาคารพัฒนาเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ซึ่งต้องเร่งรัดในการดำเนินการไปพร้อมๆ กัน คือ 1.แก้ไขปัญหาสภาพคล่อง และ 2.แก้ไขปัญหาหนี้เสีย

สำหรับการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องนั้น มี 2 แนวทาง คือ 1.ปรับเงินฝากระยะสั้นเป็นระยะยาว โดยต้องเจรจากับผู้ฝากที่ส่วนใหญ่จะเป็นบรรดารัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีระยะเวลาการฝากที่นานขึ้น เช่น จาก 1 เดือน เป็น 1-2 ปี และ 2.คือ การออกหุ้นกู้ระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งในส่วนนี้ กระทรวงการคลังจะต้องเข้าไปค้ำประกัน

ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้เสียนั้น เขากล่าวว่า จะมีหนี้เสียส่วนหนึ่งถูกตัดขายออกไป เพราะเป็นหนี้เสียที่แบงก์ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองแล้ว โดยขณะนี้ทางบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด(SAM) ได้เข้ามาประเมินราคาทรัพย์สิน เพื่อเจรจาราคาในการเสนอซื้อแล้ว แนวทางเบื้องต้นสำหรับรูปแบบการขาย คือ เราจะใช้วิธีการแบ่งกำไรขาดทุนจากการขาย เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้ซื้อและผู้ขาย

ทั้งนี้ ปัจจุบันหนี้เสียของเอสเอ็มอีแบงก์ถือเป็นปัญหาสำคัญของธนาคาร โดยหนี้เสียมีสัดส่วนที่สูงราว 30% ของสินเชื่อคงค้างกว่า 9 หมื่นล้านบาท

สำหรับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยไทย (อิสลามแบงก์) นั้น เขากล่าวว่า ขณะนี้ ไม่ได้มีปัญหาด้านสภาพคล่อง เพราะเงินฝากยังไม่ไหลออก แต่ยังต้องแก้ไขปัญหาภายใน เชื่อว่า จะยังเดินหน้าไปได้ โดยเกณฑ์ในการกำกับดูแลนั้น ทางอิสลามแบงก์ยังใช้เกณฑ์กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ แต่ทางอิสลามแบงก์ขอที่จะกลับมาใช้เกณฑ์การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังเช่นเดิม เพื่อความคล่องตัวในระยะการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งสศค.อยู่ระหว่างการพิจารณา

ส่วนแผนการปฏิรูปแบงก์รัฐนั้น ขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ภายใต้หลักการที่ว่า จะต้องปรับบทบาทให้ตรงกับภารกิจ เช่น ธนาคารออมสินเน้นปล่อยกู้รายย่อยให้กับคนเมืองมากขึ้น ส่วนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยกู้รายย่อยในชนบท เป็นต้น โดยมีคณะกรรมการกลางเข้ามากำกับดูแลและกำหนดทิศทางของแบงก์รัฐทั้งหมด

นอกจากนี้ จะมีการแก้ไขกฎหมายของแบงก์รัฐในส่วนที่มีความล้าหลัง เช่น กฎหมายของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (บสย.) ที่กำหนดว่า จะต้องเปลี่ยนคณะกรรมการทุกปี หรือ กฎหมายของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) ที่จะต้องแก้เพื่อให้มีการขยายบทบาทของบตท.ให้มากขึ้น เช่น การทำประกันสินเชื่อบ้าน เป็นต้น แต่การแก้ไขกฎหมายจะไม่ทำให้ภารกิจเดิมมีความเบี่ยงเบน

นายสมชัย กล่าวด้วยว่า ในแผนปฏิรูปจะกำหนดด้วยว่า ในระยะปานกลาง จะมีการออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลแบงก์รัฐเป็นการเฉพาะ เนื่องจาก กฎหมายแบงก์รัฐบางฉบับนั้น กระทรวงการคลังไม่สามารถเข้าไปกำกับได้ ทำให้บางครั้งเราต้องใช้อำนาจจากพ.ร.บ.บริหารแผ่นดิน ผ่านการออกเป็นประกาศหรือระเบียบ แต่ไม่มีบทลงโทษ ทำให้ไม่ค่อยได้ผล โดยในกฎหมายจะกำหนดบทลงโทษ ซึ่งจะให้อำนาจธปท.ในการเข้าบังคับกิจการได้ด้วย

"เราได้คุยกับผู้บริหารแบงก์รัฐแล้วว่า เกณฑ์ในการกำกับดูแลจะเป็นอย่างไร เขาก็เห็นด้วย และเสนอว่า จะออกเป็น 3 เกณฑ์ในการกำกับ โดยแบ่งเป็น ประเภทที่รับฝากเงินและไม่ได้รับฝากเงิน พวกที่รับเงินฝากนั้น เกณฑ์ต้องเข้มใกล้ๆ แบงก์พาณิชย์ ส่วนกลุ่มที่ไม่เกี่ยวกับสินเชื่อเลย เราก็ไม่ใช้เกณฑ์แบงก์ชาติ แต่เกณฑ์กลางเราก็ต้องมี"เขากล่าวและว่า เมื่อร่างแนวทางกำกับเรียบร้อยแล้ว จะเสนอให้ระดับนโยบายได้พิจารณาในอีก 1 เดือนข้างหน้า"