วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองฉุดเชื่อมั่น ร่วงต่ำสุดรอบ19เดือน

ดัชนีผู้บริโภคร่วงต่ำสุดรอบ 19 เดือน กังวลสถานการณ์การเมือง คนส่วนใหญ่ค้านร่างก.ม.นิรโทษ ระบุหากชุมนุมยาวถึงสิ้นปีจีดีพีปีนี้โตแค่ 3.3-3.4%

นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนต.ค. 2556 เท่ากับ 66.6 ลดลงจาก 67.9 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดรอบ 19 เดือน โดยปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์การเมือง

ศูนย์พยากรณ์ฯ สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนต.ค. จากกลุ่มตัวอย่าง 2,241 คนทั่วประเทศ โดยจัดทำเป็นประจำทุกเดือน

"ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับต่ำสุดรอบ 19 เดือน ปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองไทยสูงสุด รองลงมาคือ การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไทย และความไม่แน่นอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ศูนย์ฯ คาดการณ์ว่าการบริโภคของภาคประชาชนในปัจจุบันนั้นจะชะลอตัวลงตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปลายไตรมาส 4" นายวชิร กล่าว

คนส่วนใหญ่ค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษ

นอกจากนี้ ศูนย์พยากรณ์ฯ รายงานผลสำรวจผลกระทบจากการชุมนุมต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว และส่วนใหญ่กังวลว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อแล้วจะนำไปสู่ความรุนแรง

ทั้งนี้ ผลการสำรวจเรื่อง “ผลกระทบจากการชุมนุมประท้วงพ.ร.บ.นิรโทษกรรม” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 2-5 พ.ย. ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 65.4% ไม่เห็นด้วยต่อพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ ขณะที่ 22.5% ตอบว่าเห็นด้วย และ 12.1% ไม่แน่ใจ

เมื่อถามว่ามีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ 35.9% ตอบว่ากังวลมาก และ 30.2% ตอบว่ากังวลมากที่สุด ซึ่งรวมกลุ่มผู้ที่มีความกังวลต่อการชุมนุมจะมีสัดส่วนรวมกันถึง 66% ขณะที่ 16.3% ไม่แน่ใจ 10.4% กังวลปานกลาง 2.4% น้อยมาก และ 1.2% ไม่กังวลเลย

เมื่อถามว่าหากรัฐบาลไม่ถอนร่างพ.ร.บ. หรือล้มร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ จะมีโอกาสเกิดความรุนแรงทางการเมืองมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ 39.5% ตอบว่ามีโอกาสเกิดความรุนแรงมากที่สุด 20.1% ตอบว่ามาก และ 20.6% ไม่แน่ใจ ส่วนที่เหลือ ตอบว่าไม่มีและปานกลาง ทั้งนี้ หากรัฐบาลเดินหน้า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมต่อไป มีโอกาสเกิดเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไร ส่วนใหญ่ 71.4% เห็นว่าจะเกิดการชุมนุมประท้วงต่อเนื่อง 28.6% ไม่น่าเกิด

ชี้มีโอกาสรุนแรงมากกว่าการปฏิวัติ

ส่วนการเกิดความรุนแรงมากขึ้น 67.8% ตอบว่ามีโอกาสเกิดขึ้น 32.2% ตอบว่าไม่มีโอกาส ส่วนการเกิดการยุบสภา 51.9% ตอบว่า มีโอกาสเกิด และ 49.1% ตอบว่าไม่มีโอกาสเกิด ขณะที่การเกิดปฏิวัติ 76.9% ตอบว่า ไม่มีโอกาสเกิด และ 23.1% เท่านั้นที่ตอบว่ามีโอกาสเกิดขึ้น หากมีการชุมนุมที่ยืดเยื้อ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ท่านคิดว่ารุนแรงในระดับใด ส่วนใหญ่ 40.7% ตอบว่าหนักกว่าในอดีต 36.2% ตอบว่า หนักพอๆ กัน 23.1% ตอบว่าหนักน้อยกว่า

เมื่อถามถึงการชุมนุมที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อเรื่องใดบ้าง ด้านการบริโภค/ซื้อสินค้า ส่วนใหญ่ 43.1% ตอบว่ายังเหมือนเดิม 34.4% ตอบว่าน้อยลง และ 22.5% ตอบว่าดีขึ้น ด้านภาวะเศรษฐกิจไทย ส่วนใหญ่ 47.6% ตอบว่า น้อยลง 41% ตอบว่าเหมือนเดิม 11.4% ตอบว่ามากขึ้น ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ส่วนใหญ่ 45.9% ตอบว่าเหมือนเดิม 31.8% ตอบว่าน้อยลง และ 22.3% ตอบว่าดีขึ้น ด้านภาพลักษณ์ประเทศไทย ส่วนใหญ่ 53.4% ตอบว่าเหมือนเดิม 35.2% น้อยลง และ 11.4% ดีขึ้น

เมื่อถามว่าหากสถานการณ์รุนแรง จะส่งผลกระทบอย่างไร ด้านการบริโภค ส่วนใหญ่ 57.5% ตอบว่าแย่ลง ด้านภาวะเศรษฐกิจไทย ส่วนใหญ่ 71.7% ตอบว่าน้อยลง ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ส่วนใหญ่ 46.9% น้อยลง และด้านภาพลักษณ์ของประเทศไทย ส่วนใหญ่ 73.2% ตอบว่าน้อยลง

"ถามถึงข้อเสนอต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน เห็นว่ารัฐบาลควรถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่ควรเหมาเข่ง ควรเร่งทำความเข้าใจเรื่องนิรโทษกรรม และควรหันไปกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า และเมื่อถามว่าการชุมนุมครั้งนี้มีโอกาสยุติได้หรือไม่ ส่วนใหญ่ 68.60% ตอบว่ามีโอกาส ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ 68.3% บอกว่ายุติจากการเลิก พ.ร.บ. 20.9% ให้เหลือบางมาตรา 9.2% บอกว่ายุบสภา" นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าว

ประเมินม็อบยิ่งยืดเยื้อฉุดจีดีพี

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบเฉพาะด้านเศรษฐกิจ จากสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน พบว่า การใช้จ่ายผู้บริโภค และการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบสูงสุด ขณะที่การลงทุน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การลงทุนเพื่อขยายการค้าจะถูกชะลอออกไป ขณะที่การลงทุนระยะยาวจะอยู่ในภาวการณ์เฝ้ารอดูสถานการณ์

ทั้งนี้ ศูนย์ได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ เป็น 4 ปัจจัยดังนี้ กรณีที่ 1 การชุมนุมทางการเมืองคลี่คลายลงภายใน 1-2 สัปดาห์ด้วยความสงบเรียบร้อย เช่น รัฐบาลยกเลิก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านสลายตัว ทำให้เศรษฐกิจปี 2556 ขยายตัว 3.5% ปี 2557 ขยายตัว 5.1% ซึ่งยังเป็นไปตามคาดการณ์เดิม

กรณีที่ 2 การชุมนุมทางการเมืองยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ด้วยความสงบเรียบร้อยจนถึงสิ้นปี ไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนมากนัก แต่จะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในปี 2556 ประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท จากการชะลอทั้งการท่องเที่ยวและบริโภคในช่วงเวลา 2 เดือนจากนี้ ทำให้เศรษฐกิจปี 2556 ขยายตัว 3.3-3.4% ปี 2557 ขยายตัว 5.1% ซึ่งกรณีนี้มีความเป็นไปได้สูงสุด หากประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้

กรณีที่ 3 การชุมนุมทางการเมืองยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง มีการเคลื่อนไหวจนถึงปลายปี และมีความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน รวมถึงการเกิดยุบสภา แต่จะมีการเลือกตั้งซึ่งจะมีเม็ดเงินเข้ามาในระบบ 4.5 หมื่นล้านบาท เหตุการณ์นี้จะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในปี 2556 ประมาณ 36- หมื่นล้านบาท และ 2557 ประมาณ 0.7-1.0 แสนล้านบาท ทำให้ปี 2556 เศรษฐกิจขยายตัว 3.0-3.2% ปี 2557 ขยายตัว 4.8-5.0%

กรณีที่ 4 การชุมนุมทางการเมืองยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง มีการเคลื่อนไหวจนถึงปีหน้า และมีความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในปี 2556 ประมาณ 3-6 หมื่นล้านบาท ปี 2557 ประมาณ 1.1-1.3 แสนล้านบาท ทำให้ ปี 2556 จีดีพี ขยายตัวประมาณ 3.0-3.2% ปี 2557 ขยายตัว 4.5-4.7%

"ร่าง พ.ร.บ.โครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทขณะนี้อยู่ในชั้นวุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องของวิจารณญาณของสภาว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่หากมีการยุบสภา หรือเปลี่ยนขั้วทางการเมืองอาจกระทบต่อการดำเนินนโยบายต่างๆ ให้ล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ผลกระทบต่อมาจากปัจจัยการท่องเที่ยวและการบริโภคเป็นหลัก ซึ่งสอดรับกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค. ซึ่งลดลงต่ำสุดในรอบ 19 เดือน และเป็นการส่งสัญญาณว่าความเชื่อมั่นหักหัวลงจากความกังวลปัจจัยการเมืองเป็นสำคัญ" นายธนวรรธน์ กล่าว