วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จ่อหั่นเป้าดัชนีรับการเมืองร้อน

สมาคมนักวิเคราะห์เตรียมปรับลดเป้าดัชนีปีนี้อีกรอบ คาดการเมืองกระทบดัชนีรุนแรงสุดไม่เกิน 10% ขณะที่สมาคมบล.ห่วงกำไรบจ.วูบ

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว ยังส่งผลกระทบให้พื้นฐานตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปด้วย เพราะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ จากเดิมประเมินเศรษฐกิจจะฟื้นตัวช่วงไตรมาส 4 จากเงินบาทที่อ่อนค่า การส่งออกและการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ปัญหาการเมืองกระทบการท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็น

"ปัญหาการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว และหากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทบกับนโยบายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุน 2 ล้านล้านบาทของภาครัฐ จะกระทบกับการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ให้โตต่ำกว่า 10% จากเดิมมองว่าจะเติบโตได้ในระดับ 15% และจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตไม่ถึง 5% จากเดิมมองว่าจะฟื้นตัวได้ในระดับ 5%"

ภาพรวมการลงทุนตลาดหุ้นไทย แรงกดดันทางการเมืองส่งผลให้ ให้ปริมาณการซื้อขาย (วอลุ่ม) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2-3 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาที่ปริมาณการซื้อขายอยู่ระดับ 6 หมื่นล้านบาทต่อวัน ขณะเดียวกันอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายดัชนีปีนี้ที่เดิมที่คาดจะอยู่ที่ 1,400-1,500 จุด อาจจะลดลงอยู่ในช่วง 1,300-1,400 จุดได้ หากสถานการณ์มีความเลวร้ายมากขึ้น

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า สมาคมอาจจะปรับลดประมาณการดัชนีสิ้นปีลงจากเดิมคาดจะอยู่ที่ 1,500 จุด จากความกังวลทางการเมือง หลังสถานการณ์ได้การชุมนุมขยายวางกว้างมากขึ้น ซึ่งจะมีผลกดดันต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ การเงิน และการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมายังผลประกอบการของบจ. โดยมองว่าดัชนีจะผันผวนและมีแนวรับที่ 1,380 จุด

ในอดีตเวลาเกิดปัญหาทางการเมือง จะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยใน 3 ระดับ คือ 1. กรณีการชุมนุมทั่วไป จะกระทบตลาดหุ้น 2-3% 2. มีการชุมนุมขยายวงกว้างมากขึ้น จะกระทบตลาดหุ้น 5-6% ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับนี้ และ 3. คือกรณีเกิดความรุนแรง จะกระทบตลาดหุ้นไทยไม่เกิน 10% ซึ่งสมาคมฯ ต้องปรับประมาณการใหม่ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปจะกระทบภาคธุรกิจ การเงิน ท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอย แต่จะปรับลงเท่าไรต้องรอสมาชิกทำวิจัยก่อน คาดว่าอีก 2-3 สัปดาห์ แต่แนวรับใหญ่ทางเทคนิคตอนนี้ อยู่ที่ 1380 จุด

ส่วนประเด็นด้านคิวอี มองว่าขณะนี้ไม่น่าจะมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก เพราะที่ผ่านมาได้รับข่าวดังกล่าวไปมากแล้ว และเชื่อคงไม่ผิดความคาดหมาย โดยปัจจัยหลักที่ตลาดหุ้นให้น้ำหนัก คือปัจจัยในประเทศ

"สมาคมจะสำรวจความเห็นสมาชิกอีกครั้งช่วง 2-3 สัปดาห์ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไป โดยช่วงที่เกิดการชุมนุมทางการเมือง จะกระทบต่อดัชนีหุ้นไทย 5-6% เมื่อวันที่ 4 พ.ย.วันเดียวดัชนีลดลง 2.5% จากแรงขายหุ้นของสถาบันในประเทศและต่างประเทศ ประเมินกรณีเลวร้ายที่สุด จะส่งผลกระทบต่อดัชนีไม่เกิน 10%"

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า การออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะกระทบกับความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายของประเทศ ซึ่งจะกระทบกับความเชื่อมั่นของต่างชาติ ทั้งต่างชาติที่เข้าลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) และนักลงทุนในตลาดทุน ซึ่งความจริงช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่เม็ดเงินต่างชาติเริ่มไหลกลับ แต่สถานการณ์การเมืองทำให้เงินยังไม่เข้า โดยสิ่งที่กังวลคือผลกระทบจะขยายวงกว้างต่อภาคเศรษฐกิจจริง และการบริโภคในประเทศ

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมหุ้นไทยช่วงนี้ เป็นโอกาสที่นักลงทุนจะเข้าลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะยาว หลังดัชนีปรับตัวลดลงจนส่งผลให้ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) อยู่ระดับต่ำเพียง 14.5 เท่า ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการบจ.ยังดี มีการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง

"ช่วง 8 ปีที่ผ่านมาไทยเจอมาแล้ว 9 วิกฤติ แต่บจ.ยังทำกำไรได้ต่อเนื่อง วิกฤติครั้งนี้เป็นครั้งที่ 10 เชื่อว่าบจ.จะสร้างกำไรได้ต่อ แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายกังวลคือผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว และภาคเศรษฐกิจจริงในไตรมาส 4 ปีนี้"