วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้านนิรโทษ เขย่าตลาดหุ้นไม่หนัก

วิกฤติการเมืองต้านก.ม.นิรโทษกรรมเขย่าตลาดหุ้นไม่หนัก-แนวรับ1,380

การเมืองร้อนขย่มตลาดหุ้นไทย โบรกฯเปิดสถิติย้อนหลังเหตุการณ์ชุมนุมการเมืองตั้งแต่ปี 2531-2549 กดดันดัชนีปรับตัวลดลง 0.8-9.3% กรณี "ยุบสภา" ร่วงแรงสุด ยังมองแง่ดีครั้งนี้ไม่น่าเกิดเหตุรุนแรง แนวรับ 1,380 จุด หลังสถานการณ์คลี่คลายคาดสิ้นปีดัชนีกลับมาอยู่ที่ 1,500-1,520 จุด

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวในรายการ "Ringside สังเวียนหุ้น" ทาง "กรุงเทพธุรกิจทีวี" ว่า สถานการณ์การเมืองในช่วงนี้ถือว่ามีความร้อนแรงพอสมควร หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติวาระ 3 ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมฉบับ "สุดซอย" ท่ามกลางการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านที่เข้มข้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองไทยมีความเชื่อมโยงกับตลาดหุ้น และเป็นปัจจัยหลักที่คอยกดดันตลาดหุ้นไทยตลอดมา โดยเฉพาะเมื่อมีการชุมนุม ยุบสภา หรือเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ จากสถิติตั้งแต่ปี 2531 พบว่าการเมืองมีผลกดดันให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงสุดประมาณ 4-5% โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณ 2.8% ขณะที่ปี 2549 การชุมนุมทางการเมืองที่ร้อนแรงจนมีการยุบสภาส่งผลให้ดัชนีในขณะนี้ปรับลดลงแรงสุดประมาณ 5%

ยุบสภาฉุดดัชนี

ขณะที่สถิติตัวเลขที่ผ่านมา (2531-2549) มีการยุบสภาอย่างน้อย 4 ครั้ง คือ ในเดือน เม.ย.2531 พ.ค.2538 ก.ย.2539 และ ก.พ.2549 ปรากฏว่าหลังการยุบสภา 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน ดัชนีจะปรับตัวลง -3.9% -8.8% และ -9.3% ตามลำดับ ขณะที่การปฏิวัติรัฐประหารซึ่งเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ปรากฏว่าการตอบสนองของดัชนีหลังจากนั้น คือ 1, 3 และ 6 เดือนต่อมา จะปรับตัวลงประมาณ -1.5% -1.8% และ -5.3%

ส่วนกรณีการชุมนุมจนเกิดความวุ่นวาย ปรากฏว่าหลังจากนั้น 1, 3 และ 6 เดือน ดัชนีปรับตัวขึ้น โดยวิกฤติการเมืองในประเทศไทยทั้งหมด 14 ครั้ง เฉลี่ยแล้วจะส่งผลต่อดัชนีในช่วง 1, 3 และ 6 เดือนต่อมา คือ -0.8% +2% และ -1.1%

"จากสถิติที่ผ่านมาผลกระทบที่จะทำให้ดัชนีปรับลดลงแรงมากที่สุดไม่รวมผลกระทบต่างประเทศ คือ การยุบสภา ซึ่งจะทำให้ดัชนีปรับลดลงแรงประมาณ 4-5% แต่ถ้าเป็นการชุมนุมก็จะอยู่ระดับค่าเฉลี่ยประมาณ 2.8%"

ทั้งนี้ หากพิจารณาความรุนแรงของการเมืองที่มีผลต่อดัชนีเป็น 3 กรณี หากการชุมนุมไม่ยืดเยื้อและยุติลงด้วยดี เชื่อว่าจะทำให้ดัชนีสามารถรีบาวด์ขึ้นมาได้ ส่วนกรณีที่การชุมนุมยืดเยื้อแต่ไม่มีสถานการณ์รุนแรง จากสถิติที่ผ่านมาประเมินว่าดัชนีจะปรับลดลงประมาณ 43-44 จุด แต่ถ้าการชุมนุมยืดเยื้อและรุนแรง ประมาณการว่าดัชนีจะปรับลดลงประมาณ 70 จุด

คาดปีนี้ไม่แรง-แนวรับ1,380จุด

สำหรับแนวโน้มดัชนีในช่วงสัปดาห์หน้า ประเมินว่า ทิศทางดัชนีน่าจะอยู่ในแดนลบต่อเนื่อง ซึ่งต้องจับตาดูสถานการณ์การเมืองเป็นสำคัญ หากเป็นการชุมนุมที่ไม่มีความรุนแรงก็เชื่อว่าดัชนีจะแกว่งตัวแดนลบในกรอบแคบ โดยประเมินแนวรับสำคัญที่ 1,400 จุด แต่หากสถานการณ์แย่กว่าที่คาด ประเมินว่าดัชนีจะปรับลดลงโดยมีแนวรับสำคัญที่ 1,380 จุด ซึ่งถือเป็นจังหวะที่เหมาะต่อการลงทุน โดยเน้นกลุ่มที่ถือในระยะกลาง-ยาว อาทิ รับเหมาก่อสร้าง พลังงาน ปิโตรเคมี เป็นต้น โดยบริษัทยังคงระดับดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 1,465 จุด เช่นเดิม

ด้าน นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เชื่อว่า การชุมนุมครั้งนี้จะไม่รุนแรง หรือหากยืดเยื้อเชื่อว่าจะไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ เนื่องจากประเมินว่าแม้ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ก็ยังต้องผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมวุฒิสภาอีก และหากผ่านที่ประชุมวุฒิสภา ก็เชื่อว่าจะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ซึ่งในจุดนั้นเชื่อว่าจะไม่มีการชุมนุมแล้ว

สำหรับสัปดาห์หน้ามีโอกาสที่ดัชนีจะปรับลดลงได้ต่อเนื่องจากสัปดาห์นี้ โดยประเมินแนวรับสำคัญที่ 1,400 จุด กลยุทธ์การลงทุน แนะนำชะลอการลงทุน เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ยังประเมินยาก โดยต้องจับตาการชุมนุมเป็นสำคัญ หากสถานการณ์คลี่คลาย เชื่อว่าดัชนีมีโอกาสขึ้นไปทดสอบที่ 1,500-1,520 จุด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังจับตาในขณะนี้ คือ มาตรการคิวอี (ผ่อนคลายเชิงปริมาณ) ของสหรัฐ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะชะลอมาตรการคิวอีเร็วกว่ากำหนด จากคาดการณ์เดิมที่ระบุว่าจะชะลอคิวอีช่วงเดือน มี.ค.ปีหน้า อาจปรับขึ้นมาอยู่ในช่วงเดือน ม.ค.แทน

ข้อมูลกราฟฟิกประกอบ

เหตุการณ์การเมือง ผลกระทบตลาดหุ้นดัชนีปรับลดลง (ระหว่างปี 2531-2549)

ยุบสภา 3.9-9.3%

รัฐประหาร 1.5-5.3%

ชุมนุมทางการเมือง 0.8-1.1%