การซื้อ LTF - RMF ช่วงเดือนสุดท้ายของปี ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ เพราะจะได้ของแพงกว่าเดือนก่อนหน้า ควรใช้ "การลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน" ช่วย
สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกครั้งกับ Fund Focus by Fund Analyst ประจำเดือน พฤศจิกายน 2556 วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับ "ปัญหาเพดานหนี้" ที่กลัวๆ กันมาหลายต่อหลายเดือน บทจะให้ผ่านก็ให้ผ่านกันไปได้ง่ายๆ โดยเพดานหนี้สหรัฐถูกปรับขึ้นอีกครั้ง ปลายปีนี้เราก็เที่ยวปีใหม่ได้อย่างสบายใจแล้วนะครับว่าปัญหาเพดานหนี้จะไม่มารบกวนเราอีกแล้วในปีนี้ แต่การปรับขึ้นครั้งนี้ก็เหมือนกันกับทุกๆ ครั้งที่ผ่านมาคือปรับขึ้นเพดานหนี้ไป แต่ปัญหาจริงๆ ที่ทำให้หนี้สหรัฐเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นยังไม่ได้ถูกแก้ไข ดังนั้นปัญหาหนี้สหรัฐจะกลับมาเยี่ยมเยียนเราอีกครั้งอย่างแน่นอน
คาดว่าต้นปีหน้ากลับมาจากปีใหม่คงต้องหันกลับมามองกันอีกครั้งแล้วว่า ปัญหาเพดานหนี้สหรัฐจะสร้างความประหลาดใจอะไรกันหรือไม่ หรือว่าจะดันเพดานหนี้ขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ต้องคอยติดตามกันต่อไปนะครับ อีกเรื่องที่ได้กล่าวถึงในฉบับที่แล้วในเรื่องของ "มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)" นั้น ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ชัดเจนว่าจะปรับทิศทางกันอย่างไร แต่กระแสที่ออกมา ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากการปิดทำการชั่วคราวของหน่วยงานราชการในสหรัฐ น่าจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เลือกที่จะใช้มาตรการ QE ต่อไปอีกระยะ คงไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนตัดสินใจในเรื่องนี้ ดังนั้นภาพการลงทุนในช่วงปลายปีถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรที่เราคาดไม่ถึง คงได้เห็นแนวโน้มราคาสินทรัพย์เสี่ยงที่ค่อยๆ ปรับขึ้นกันอีกครั้งครับ
ในส่วนของตลาดหุ้นไทยตอนนี้คงได้เห็นการฟื้นตัวกลับมาบ้างแล้ว และเมื่อเข้าสู่ช่วง High Season ของ "กองทุนประหยัดภาษี" ทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ด้วยแล้ว กระแสเงินลงทุนส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงเดือนสุดท้ายที่กระแสเงินลงทุนจะเข้ามาสูงที่สุด โดย 3 ปี ย้อนหลังมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิลงทุน LTF ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นผลให้ดัชนี SET Index ช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา ในเดือนธันวาคมจะมีราคาปิดที่สูงกว่าเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน นั่นแปลว่าใครที่ซื้อลงทุนกันวันสุดท้ายของเดือนธันวาคมก็มักจะได้ของที่แพงกว่าเดือนก่อนหน้า
ดังนั้นการมาซื้อ LTF และ กองทุนหุ้น RMF ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ การจับจังหวะตลาดเพื่อลงทุนจึงเป็นอีกทางเลือกที่นักลงทุนมักจะคอยมองหาช่วงที่ตลาดร่วงแรงๆ แล้วค่อยเข้าสะสมเหมือนช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นร่วงลงแรง จึงมีนักลงทุนเข้าสะสมกองทุน LTF กันเป็นจำนวนมากมีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 6,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีสำหรับลงทุนระยะยาวๆ สำหรับรอบปีนี้ แต่ถ้ายังจำกันได้ในปี 2555 เป็นปีที่ SET Index ปรับตัวขึ้นตลอดทั้งปี ไม่มีจังหวะดีๆ ชัดๆ เหมือนกับปี 2556 หรือ 2554 ก่อนหน้าที่มีจังหวะ SET Index ปรับตัวลงมาให้ซื้อกันได้ ทำให้ปี 2555 เงินลงทุน LTF และ กองทุนหุ้น RMF หนีไม่พ้นที่จะไปซื้อเอาแพงในช่วงปลายปีกันอีกรอบ
ผมมักจะแนะนำเสมอว่า ถ้าไม่ได้มีเวลาพอจะมานั่งวิเคราะห์ตลาดอย่างละเอียด หรือมีงานอื่นที่สำคัญกว่าต้องไปทำ "การจับจังหวะตลาด" หรือ "Market Timing" นั้น คงไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีนัก โอกาสที่เราจะพลาดโอกาส งามๆ ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง มีค่อนข้างสูง แม้แต่ตัวผมเองที่อยู่ใกล้ชิด บางครั้งมีงานสำคัญก็พลาดได้เหมือนกัน กลยุทธ์ที่ช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลา และไม่ต้องเสี่ยงที่จะได้ของแพงเกินไป คือ "การลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน" หรือ "Dollar Cost Averaging" ซึ่งเป็นการแบ่งเงินลงทุนเท่าๆ กัน ลงทุนต่อเนื่องทุกๆ เดือนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งวิธีนี้ผมรับประกันได้ว่าต้นทุน LTF ที่ได้ ไม่ติดดอยแน่นอน (แต่ก็ไม่สามารถได้ราคาต่ำสุดได้เช่นกัน) ราคาต้นทุนการลงทุนจะอยู่ในระดับที่เหมาะสม และไม่ต้องกลัวว่าจะลืมที่จะลงทุนในวันที่เรากำหนดในทุกๆ เดือนนะครับ
ปัจจุบันมีบริการที่เรียกว่า Saving Plan ที่จะตัดเงินลงทุนของเราไปลงทุนให้อัตโนมัติทุกๆ เดือน เรียกได้ว่าทำครั้งเดียว แล้วกลไกการลงทุนจะทำงานให้เราต่อเอง หากสนใจบริการ Saving Plan สำหรับใช้กับ LTF และ RMF ติดต่อกับตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน หรือกับ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่บริหารกองทุน LTF และ RMF ที่ท่านสนใจได้เลยครับ









