ธุรกิจปูนฯโดดเด่น ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีเริ่มกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง
คาด 3Q56 กำไรจากการดำเนินงาน 442 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19%QoQ
ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์และคอนกรีตช่วง 3Q56 ยังคงเติบโตได้ดี ตามภาคก่อสร้างในประเทศ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ในเดือน ก.ค.-ส.ค. 56 เพิ่มขึ้น 9%YoY ขณะที่ราคาขายปูนซีเมนต์หน้าโรงงาน ขยับขึ้นมา 200 บาท/ตัน จากต้นปี 2556 โดยที่ต้นทุนการผลิตที่สำคัญคือ ถ่านหิน ไม่ได้ปรับตัวขึ้น จะส่งผลบวกต่อยอดขายและอัตรากำไรของธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้มากกว่า 60% ของ TPIPL สำหรับธุรกิจเม็ดพลาสติก LDPE/EVA ซึ่งคิดเป็น 30% ของรายได้รวม มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นกัน โดยสามารถพลิกกลับมาทำ กำไรได้อีกครั้งในเดือน ก.ย. จากที่ขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเกิดจาก Spread ระหว่าง LDPE-Ethylene ที่ปรับตัวสูงขึ้น หลัง PTTGC ปิดโรงงาน LDPE เป็นการชั่วคราวในช่วงเดือน ก.ค.-พ.ย. 56 โดยฝ่ายวิจัยคาดว่างวด 3Q56 TPIPL จะสร้างยอดขายได้ 7,584 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10%YoY และมี gross margin เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 17.5% โดยที่ค่าใช้จ่ายอื่นๆไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 442 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19%QoQ
พร้อมรับโอกาสทางธุรกิจด้วยการเดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์
แนวโน้มธุรกิจวัสดุก่อสร้างที่ยังคงสดใสอย่างมากในช่วงเวลาหลายปีข้างหน้า จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมไปถึงการเติบโตของประเทศในกลุ่มอาเซียน จะทำให้โรงงานปูนซีเมนต์ของ TPIPL ที่มีอยู่ 3 สายการผลิต กำลังการผลิตรวม 9 ล้านตัน/ปี ถูกใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ โดยปัจจุบัน TPIPL ได้เดินหน้าการลงทุนรอบใหญ่อีกครั้ง ทั้งโรงงานปูนซีเมนต์ กำลังการผลิต 4.5 ล้านตัน/ปี โรงไฟฟ้าขนาด 90MW และโรงงาน Fiber Cement กำลังการผลิต 3 แสนตัน/ปี โดยใช้เงินลงทุนรวมทั้งหมดกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งทุกโครงการได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากสถาบันการเงินแล้วทั้งหมด จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ผล
กำไรของ TPIPL เติบโตอย่างโดดเด่นตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป
ราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside อีกกว่า 27% คงคำแนะนำ ซื้อ
แนวโน้มผลประกอบการที่คาดว่าจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2H56 ไปถึงปี 2557 จากการเข้าสู่ช่วงวัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ของอุตสาหกรรมก่อสร้าง บวกกับศักยภาพการเติบโตที่เพิ่มขึ้น จากแผนการลงทุนครั้งใหญ่ดังกล่าว ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำ ซื้อ โดยกำหนด Fair Value ด้วยวิธีAdjusted Book Value ด้วยการตัดส่วนเกินจากการตีราคาทรัพย์สินออกไป และกำหนดให้มีส่วนลดอีก 10% เพื่อความอนุรักษ์นิยม จะให้ราคาเหมาะสมที่ 15.99 บาท มี Upside 27%








