คาดกำไร 3Q56 ที่แข็งแกร่ง จะทำให้ CKP น่าสนใจในการลงทุน
ผลประกอบการ 3Q56 พลิกกลับมาเป็นกำไรจากการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
จากการเข้าพบผู้บริหาร CKP เมื่อวานนี้ เรายังเชื่อว่ากำไรสุทธิ 3Q56 อยู่ที่ 168 ล้านบาท พลิกจากที่ขาดทุน 77 ล้านบาทใน 2Q56 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปริมาณน้ำที่เพิ่มในช่วงฤดูมรสุม ทำให้ CKP สามารถผลิตไฟฟ้าในโครงการ NN2 สูงกว่าเป้าหมาย ทำให้มีรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกิน ในรูปขายพลังงานไฟฟ้าสำรองและพลังงานไฟฟ้าส่วนเกิน ชดเชยผลกระทบที่เกิดจากรายได้กลุ่มโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ลดลงตามฤดูกาล รวมทั้งผลประกอบการของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โครงการบางปะกง (BIC1) ที่ต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าในช่วงเริ่มดำเนินการยังคงอยู่ในระดับสูง ด้านผลประกอบการ 3Q56 เพิ่มขึ้น YoY อย่างมีนัยสำคัญเป็นผลมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของ NN2 และโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ (CRS)
กำไรปี 57 ยังคงเติบโตจากกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่ม
เราคาดว่ากำไรสุทธิปี 2557 จะอยู่ที่ 694 ล้านบาท (+87%YoY) จากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โครงการบางปะกง (เริ่มผลิตไฟฟ้า 28 มิ.ย.) แม้ในช่วงต้นของการเริ่มดำเนินการผลิต รายได้จากโครงการดังกล่าวจะไม่มีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง แต่เป็นธรรมชาติปกติของโรงไฟฟ้า Cogeneration อย่างไรก็ตามจาการพูดคุยกับ CKP เมื่อวานนี้ ปัจจุบันโรงไฟฟ้า BIC1 มีความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าถึง 94.4% รวมทั้งเริ่มจำหน่ายไอน้ำให้กับลูกค้าตั้งแต่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา จะเป็นปัจจัยบวกต่อกำไรสุทธิตั้งแต่ 4Q56 เป็นต้นไป
ระยะยาวยังคงเป้าหมายที่จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเติบโตเฉลี่ยปีละ 16%
จากการเข้าฟังผู้บริหาร CKP แม้จะไม่มีข้อมูลใหม่เพิ่มเติมจากเดิม แต่บริษัทยังคงเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมที่ 974 เมกะวัตต์ ภายในปี 2562 ซึ่งจะทำให้บริษัทมีอัตราการเติบโตของกำลังการผลิตเฉลี่ยปีละ 16% โดยโครงการสำคัญยังคงอยู่ที่โรงไฟฟ้าไซยบุรี (XPCL) ซึ่งจะเริ่มดำเนินการผลิตในปี 2562 ปัจจุบันเริ่มดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว 10% โดย CKP มีแผนที่จะเข้าซื้อหุ้นในโครงการดังกล่าวจาก CK ให้แล้วเสร็จก่อโครงการจะเริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้า 1 – 2 ปี
แนะนำ “ซื้อ”
CKP มีความน่าสนใจจากการเติบโตของผลประกอบการที่โดดเด่นกว่าธุรกิจผลิตไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าใหม่ที่ทยอยเริ่มดำเนินการผลิต ได้แก่ เซียงราย โซล่าร์ และโรงไฟฟ้า Cogeneration โครงการบางปะกง (BIC1) โดยเราคาดว่าปี 2556 – 2558 CKP จะมีกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 19% (CAGRs) ซึ่งสูงกว่าธุรกิจผลิตไฟฟ้าในประเทศที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.3% นอกจากนี้ราคาหุ้นมี Upside 19% เมื่อเทียบกับราคาปิดล่าสุด เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าเหมาะสม 15 บาท








