วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาเอฟทีเอสหรัฐ-อียูค้าเสรีใหญ่สุดในโลก

สศก.ชี้ถึงเวลาประเทศกำลังพัฒนาต้องตื่นตัวเกาะสถานการณ์เจรจา FTA สหรัฐฯ-อียูหากสำเร็จ อาจถูกยกระดับให้เป็นมาตรฐานระดับโลก

นายอนันต์ ลิลา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) ได้เริ่มต้นเปิดการเจรจาว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางการค้าและการลงทุนระหว่างแอตแลนติกกับสหภาพยุโรป(Transatlantic Trade and Investment Partnership: TTIP)หรือที่เข้าใจกันว่าเป็นการเจรจา FTA ระหว่างสหรัฐฯและอียู นั้นโดยทั้งสองฝ่ายได้ตั้งเป้าหมายว่าจะพยายามสรุปผลให้ได้ภายในสิ้นปี 2557หากสามารถเจรจาได้สำเร็จ จะเป็นความตกลงทางการค้าในลักษณะทวิภาคีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากประเทศทั้งสองมีเศรษฐกิจรวมกันขนาดใหญ่เกือบครึ่งหนึ่งของ GDP โลกและมีความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3ของมูลค่าการค้าโลกและจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการค้าและการลงทุนของทั้งสองฝ่าย

สำหรับการเจรจาน่าจะมุ่งเน้นทั้งในด้านการลดและยกเลิกมาตรการด้านภาษีและการขจัดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าเกษตร ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่ยากในการเจรจาเพราะต่างฝ่ายต่างมีความอ่อนไหว ซึ่งสหรัฐฯอาจจะเน้นไปที่การขจัดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีที่เข้มงวดของอียูโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS)

ในขณะที่อียูถือเป็นกลุ่มประเทศที่ยึดหลักการป้องกันล่วงหน้า ในการป้องกันสุขภาพผู้บริโภค ทำให้สินค้าที่จะจำหน่ายในตลาดอียู จะต้องผ่านการประเมินความเสี่ยง ซึ่งไม่ใช่อาศัยแค่เพียงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันความปลอดภัยเท่านั้น แต่ต้องใช้ปัจจัยภายนอก เช่น ความรู้สึกของผู้บริโภคและสังคมร่วมด้วยยกตัวอย่างเช่น ประเด็นพืช GMOsที่ถึงแม้สหรัฐฯจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันความปลอดภัยในการบริโภค แต่อียูยังเห็นว่ามีข้อกังวลของผู้บริโภค จึงได้ปฏิเสธการนำเข้าสินค้าเหล่านี้มาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาสำเร็จลงได้ ความตกลงเกี่ยวกับกฎระเบียบหรือมาตรฐานระหว่างสองฝ่ายนี้ อาจถูกยกระดับให้เป็นมาตรฐานระดับโลกได้ ซึ่งหากผู้ประกอบการในประเทศที่สามสามารถปฏิบัติตามได้ ก็มีโอกาสในการเข้าถึงตลาดทั้งสองได้ รวมทั้งสามารถขยายการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไปได้ด้วย

นอกจากนี้ ประเทศผู้ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ เช่น บราซิล เอเซีย และออสเตรเลีย อาจจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากอียูอาจหันมานำเข้าเนื้อสัตว์จากสหรัฐฯเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมแล้วประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทย จะต้องจับตามองพัฒนาการของการเจรจานี้เพื่อสร้างความตื่นตัวในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและพัฒนามาตรฐานในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร