วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจสหรัฐป่วนค่าเงินเอเชีย

ธปท.ชี้ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจสหรัฐ ส่งผลกระทบค่าเงินบาทผันผวนแรง เคลื่อนไหวหวือหวา แต่ยังมั่นใจรับมือได้ เตือนระวังค่าเงินผันผวน

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าความผันผวนของสกุลเงินบาทช่วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวขึ้นสูงสุด 10% ก่อนที่ปัจจุบันจะปรับลดลงเหลือ 7-8% โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ แม้ค่าเงินบาทจะมีการผันผวนเพิ่มขึ้นในระดับที่สูง แต่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านถือว่าผันผวนสูงเช่นเดียวกัน

"ความผันผวนของค่าเงินบาทช่วงที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยทำสถิติความผันผวนที่ 10% ก่อนที่จะปรับลดลงมาเหลือ 7- 8% แต่เมื่อตรวจสอบความผันผวนของเงินในสกุลเพื่อนบ้านนั้นเป็นการปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด และค่อนข้างหวือหวา ทำให้ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังมากขึ้น"

ทั้งนี้ ปัญหาในสหรัฐยังกดดันตลาด โดย ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประชุมวันที่ 29-30 ต.ค. ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่ายังไม่ปรับลดคิวอี ขณะปัญหาทางการคลังสหรัฐ คองเกรสจะพิจารณาอีกครั้งในเดือนม.ค.-ก.พ. ปีหน้า โดยถือว่าเป็นปัจจัยยังกดดัน

นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันชัดเจนว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความผันผวนเป็นเรื่องของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยในปีหน้า ปัญหาเพดานหนี้จะครบกำหนดที่ต้องขยายอีกครั้งในเดือนก.พ. 2557 ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากปัญหาดังกล่าวกลายเป็นประเด็นการเมืองไปแล้ว และเมื่อถึงเวลานั้นจะมีความผันผวนเกิดขึ้นในตลาดการเงินแน่นอน

"แบงก์ชาติพร้อมที่จะดูแลสกุลเงินบาทและขอยืนยันว่า ธปท. มีกระสุนที่เพียงพอในการดูแลเสถียรภาพ แต่ไม่ได้แปลว่าค่าเงินบาทจะคงที่ แต่ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้นจะเคลื่อนไหวในระดับที่นักลงทุนสามารถปรับตัวได้ ซึ่งนักลงทุนเองต้องตั้งรับและสร้างภูมิคุ้มกันในการลงทุนด้วย"

นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า สถานการณ์ภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายปัจจุบัน คาดการณ์ยาก จึงเห็นว่าเมื่อสหรัฐปรับเปลี่ยนนโยบาย ก็จะส่งผลกระทบต่อตลาด ส่งผลให้นักลงทุนมองภาพระยะที่สั้นมาก จึงอยากเตือนนักลงทุนว่าอย่าทำให้เกิดความเสี่ยงมากเกินไป แต่ต้องมีการระมัดระวังความเสี่ยง รวมถึงคำนวณถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย และรับผลกระทบดังกล่าวได้หรือไม่

ยูบีเอสคาดเฟดลดคิวอีเดือนม.ค. ปีหน้า

ด้าน นายพอล โดโนแวน กรรมการผู้จัดการและนักเศรษฐศาสตร์ของยูบีเอส วาณิชธนกิจชั้นนำของสหรัฐ กล่าวในการสัมมนาเรื่อง "เศรษฐกิจโลกบนความแตกต่าง" วานนี้ (24 ต.ค.) โดยยอมรับว่า ปัญหาขัดแย้งระหว่าง 2 พรรคการเมืองของสหรัฐ ในการเจรจาเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายและการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบจำกัดต่อเศรษฐกิจและตลาดทั่วโลก

นายโดโนแวน กล่าวว่า การปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ (Government Shutdown) คาดว่า ทำให้จีดีพีสหรัฐไตรมาส 4 ปีนี้หาย 0.2% จึงไม่ใช่การสร้างความกังวลใหญ่โตต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก

"แต่ปัญหานี้กลับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ ในแง่การเปิดเผยข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจล่าช้าและบิดเบือนไปจากรายงานที่เคยมีในเดือนต.ค. การว่างงานกลับมาเพิ่มขึ้นหลังชัทดาวน์"

คาดเฟดเริ่มลดคิวอีเดือนม.ค.ปีหน้า

นายโดโนแวน มองว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวได้จากนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า เพราะภาคการเงินของสหรัฐ ยังคงปล่อยกู้ให้เห็น และปล่อยกู้เพิ่มต่อเนื่อง จึงเป็นภาวะแวดล้อมทำให้เฟด จะลดการพิมพ์เงิน หรือลดการซื้อคืนพันธบัตร และลดการใช้นโยบายผ่อนคิวอีเดือนม.ค. ปีหน้า

เขาเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจยังคงขยายตัว ธนาคารยังปล่อยกู้ต่อเนื่อง และคาดการว่างงานของสหรัฐ จะลดลงเหลือ 6.7% สิ้นปีหน้า จากระดับ 7.3% ปีนี้

"การลดซื้อคืนพันธบัตร จะสร้างแรงกดดันอยู่บ้างต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปีหน้า และการที่เฟดเริ่มลดใช้คิวอีเดือนม.ค.ปีหน้า จะส่งผลให้บอนด์ยีลด์พันธบัตรอายุ 10 ปีปรับขึ้นเหนือระดับ 3% หรืออยู่ระหว่าง 3-3.5% ในปี 2557"

นายโดโนแวน มองว่าเฟดเลื่อนลดคิวอีออกไป และคาดจะไม่ทำในปีนี้ ทำให้คาดการณ์ของตลาดการเงินผิดพลาดทั้งที่เตรียมตัวรับมือเฟด น่าจะลดคิวอีกตั้งเดือนก.ย.ปีนี้ จึงสร้างความสับสนให้นักลงทุน การกระทำของเฟดจึงมีนัยสร้างความกังวลใจให้ตลาดเอเชีย ตลาดอาเซียน และไทยอย่างมาก

สหรัฐโตส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย

นายโดโนแวน กล่าวว่า เมื่อมองความต้องการนำเข้าของสหรัฐจากนี้ไปจะมากขึ้นและยังคงส่งผลดีต่ออาเซียนและไทย และแม้เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งแรกปีนี้จะขยายตัวช้าลง แต่เชื่อว่าจีดีพีไทยปีหน้าจะขยายตัวได้มากขึ้น

"เหตุผลที่ปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีขึ้นนั้น เพราะว่าการส่งออกดีขึ้น ส่วนใหญ่เห็นได้ในอุตสาหกรรมรถยนต์เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นผลจากการเติบโตดีขึ้นกับความต้องการมากขึ้นในสหรัฐกลายเป็นผลดีถึงอาเซียนด้วย"

เฟดลดคิวอีส่งผลดีบอนด์ไทย

นายโดโนแวน กล่าวว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นปีหน้า ยังคงเป็นเรื่องสำคัญต่อไทย ประเด็นหนึ่งคือช่วง 5 ปีเศรษฐกิจโลกอยู่กับภาวะแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำ ทำให้นักลงทุนมีทางเลือกจำกัดในการลงทุน และการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพันธบัตรรัฐบาล แต่ถ้าเฟดลดคิวอีคนเคยซื้อบอนด์ไว้ก็จะมีตัวเลือกให้ลงทุนมากขึ้น

"ยีลด์พันธบัตรสูงขึ้นจะทำให้บางตลาดอย่างอินโดนีเซีย อินเดีย และบราซิล ผันผวนช่วง 2-3 ดือนที่ผ่านมา เพราะนักลงทุนทั่วโลกที่ซื้อบอนด์กังวลมากไปกับนโยบายเฟด จนพากันถอนเงินออก แต่นโยบายไม่ได้สร้างปัญหาใหญ่ให้กังวลมากเกินไปแก่นักลงทุนต่างชาติในไทยเงินจึงไม่เห็นเงินไหลออกจากตลาดไทยมากในช่วงเดียวกัน"

ความเสี่ยงยังคงครอบงำตลาดอาเซียนอยู่ เพราะการดำเนินนโยบายของเฟด อาจทำให้ตลาดอาเซียนผันผวนและจากการถอนเม็ดเงินลงทุนเนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรสูงขึ้น

เงินเอเชียแข็งค่ารับข้อมูลศก.จีนแข็งแกร่ง

วานนี้ (24 ต.ค.) ค่าเงินรูเปี๊ยะห์แข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ และนำสกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ของเอเชียดีดตัวขึ้นจากผลสำรวจที่พบว่า ภาคการผลิตของจีนขยายตัวแข็งแกร่ง ส่วนวอนอ่อนค่าลง หลังจากที่ทางการเกาหลีใต้เข้าแทรกแซงเพื่อชะลอการแข็งค่าของวอน

รูเปี๊ยะห์พุ่งขึ้นถึง 1.3% มาที่ 11,125 เทียบดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. จากแรงซื้อของธนาคารและกองทุน

หุ้นจาการ์ตาทะยานขึ้นมากกว่าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคโดยพุ่งขึ้น 1% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลส่วนใหญ่ร่วงลง

ริงกิตแข็งค่าขึ้น ขณะที่นักลงทุนบางส่วนหวังว่ารัฐบาลจะออกมาตรการเพื่อ แก้ไขภาวะขาดดุลทางการคลังในวันพรุ่งนี้

วอนแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 27 เดือนในช่วงแรก แต่ต่อมาอ่อนค่าลง และร่วงลงมากที่สุดในรอบ 2 เดือน เมื่อพบว่าทางการเกาหลีใต้ได้เข้าซื้อดอลลาร์ หลังจากที่เจ้าหน้าที่รายหนึ่งได้ออกมาเตือนเรื่องวอนแข็ง

ขณะที่ค่าเงินบาท เคลื่อนไหวช่วงแคบในทิศทางแข็งค่า โดยช่วงท้ายตลาด อยู่ที่ 31.14/15 จาก 31.14/19 ในช่วงเช้า และตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 31.12/16 จาก 31.15/19 ในช่วงเช้า

ต่างชาติซื้อพันธบัตรต่อเนื่อง

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยวานนี้ มีมูลค่าการซื้อขายรวม 65,829 ล้านบาท โดย Yield Curve ปรับลดลงในตราสารอายุ 3 ปีขึ้นไป ประมาณ 1-3 bps. จากแรงซื้อส่วนใหญ่ของนักลงทุนต่างชาติ

ตลาดรอติดตามผลการประชุมเอฟโอเอ็มซีกลางสัปดาห์หน้า ซึ่งตลาดคาดว่าเฟดน่าจะเลื่อนการลดขนาดคิวอีออกไปเป็นการประชุมเดือนธ.ค. หรือต้นปีหน้า ทำให้มีเงินทุนไหลกลับเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ ด้านนักลงทุนต่างชาติมีแรงซื้อทั้งในพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาว ยอดซื้อสุทธิ 7,159 ล้านบาท

ต่างชาติลุยซื้อหุ้น-บอนด์ญี่ปุ่น

นักลงทุนญี่ปุ่นเข้าซื้อตราสารหนี้ต่างชาติสุทธิราว 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน โดยได้รับแรงหนุนจากการคลี่คลายปัญหางบประมาณในสหรัฐ และการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน

กระทรวงการคลังญี่ปุ่น รายงานว่า นักลงทุนญี่ปุ่นเข้าซื้อสุทธิตราสารหนี้ต่างชาติราว 1.413 ล้านล้านเยน (1.45 หมื่นล้านดอลลาร์) ในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันเสาร์ที่ 19 ต.ค. หลังจากเข้าซื้อสุทธิ 3.869 แสนล้านเยนในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น

การเข้าซื้อสุทธิตราสารหนี้ต่างชาติติดต่อกันสองสัปดาห์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากนักลงทุนญี่ปุ่นขายสุทธิตราสารหนี้ต่างชาติ 2.224 ล้านล้านเยน ในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 5 ต.ค. ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งในช่วงนั้นนักลงทุนกังวลว่าสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐอาจจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ในเรื่องการเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาลกลางสหรัฐก่อนกลางเดือนต.ค. ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐผิดนัดชำระหนี้

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิหุ้นญี่ปุ่นเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน โดยเข้าซื้อสุทธิ 2.978 แสนล้านเยน หลังจากซื้อสุทธิ 1.447 แสนล้านเยนในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น

นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิหุ้นญี่ปุ่นไปแล้ว 10.8 ล้านล้านเยนในปีนี้ ขณะที่ดัชนีนิกเคอิพุ่งขึ้นมาแล้ว 38% จากช่วงต้นปี โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินและการคลังของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ในการยุติภาวะเงินฝืดที่ดำเนินมานาน 15 ปีในญี่ปุ่น

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นญี่ปุ่น 1.539 แสนล้านเยน ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2554