วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กรุงศรี-ธนชาต'กระอัก หนี้เน่ารถคันแรก

เปิดผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกแบงก์ทั้งระบบเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 6.65% "กรุงศรี-ธนชาต"รับเอ็นพีแอลเพิ่มจากสินเชื่อเช่าซื้อ รถคันแรกพ่นพิษ

ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาการขยายสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 7.74% จากสิ้นปี 2555 โดยทั้งระบบมีเงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ 6,187,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 444,303 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของธนาคารกรุงไทยสูงสุดที่ 150,642 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 9.78% ตามด้วยธนาคารไทยพาณิชย์ที่ขยายสินเชื่อได้ถึง 135,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.63% แต่เมื่อคิดเป็นอัตราการเติบโตแล้วจะพบว่าธนาคารขนาดเล็กมีอัตราการเติบโตในระดับสูง โดยธนาคารซีไอเอ็มบีไทยสินเชื่อโต 17.74% ส่วนธนาคารทิสโก้มีการเติบโตของสินเชื่อ 14.76%

ด้านเงินฝากในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.15% หรือเพิ่มขึ้น 446,128 ล้านบาทจากสิ้นปี 2555 มาอยู่ที่ 5,920,513 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของธนาคารกสิกรไทยสูงที่สุดถึง 11.56% ตามด้วยธนาคารไทยพาณิชย์ ขณะที่ธนาคารเกียรตินาคินกลับมียอดเงินฝากลดลง 5.36% ส่วนธนาคารธนชาตและธนาคารกรุงเทพมีอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินฝากในระดับต่ำ หรือโตเพียง 1.29% และ 2.04% ตามลำดับ

แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะทำให้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (Loan to Deposit) ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยอยู่ที่ 104.5% จากสิ้นปี 2555 ที่มี 104.9% แต่จะเห็นได้ว่าสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเริ่มตึงตัวมากขึ้น ได้แก่ธนาคารกรุงเทพที่มีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากแตะระดับ 90.25% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่มี 87.74% ส่วนกรุงไทย มีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 95.11% จากสิ้นปีก่อนที่มี 92.42% ส่วนธนาคารขนาดกลางและเล็ก มีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากเกิน 100% สะท้อนว่ามีการปล่อยสินเชื่อมากกว่าเงินฝากและใช้แหล่งทุนอื่นนอกจากเงินฝากในการขยายสินเชื่อ

โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยามีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากเพิ่มขึ้นจาก 126.85% เป็น 127.19% บริษัททุนธนชาต (ผู้ถือหุ้นใหญ่ธนาคารธนชาต) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 117.47% เป็น 121.06% ธนาคารซีไอเอ็มบีไทยเพิ่มขึ้นจาก 105.47% เป็น 109.37% ธนาคารเกียรตินาคินเพิ่มขึ้นจาก 125.39% เป็น 145.74% ส่วนกสิกรไทย ทิสโก้และธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์มีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากลดลงมาอยู่ที่ 91.77% 122.1% และ 94.34% ตามลำดับ

นอกจากนี้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา จะพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อย่างชัดเจน มีธนาคารพาณิชย์เพียง 2 แห่งเท่านั้น ที่ยอดเอ็นพีแอลลดลงคือ กรุงไทยและทหารไทย แม้ว่าสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในแง่ปริมาณเม็ดเงินได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 10,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.65%

โดยธนาคารกรุงเทพ มีปริมาณเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 4,286 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10.13% ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.46% จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 2.30% ตามมาด้วยธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 3,800 ล้านบาท และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลสูงถึง 17.85% สูงที่สุดในระบบธนาคารพาณิชย์ ตามมาด้วยธนาคารธนชาตและธนาคารไทยพาณิชย์ที่มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 3,030 ล้านบาท และ 2,244 ล้านบาทตามลำดับ

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพ มีนโยบายในการรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 88% มาต่อเนื่อง ซึ่งนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า สัดส่วนดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่ธนาคารไม่กังวล แม้จะปรับเพิ่มขึ้นมาถึงระดับ 90%ก็ตาม ขณะที่เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากนโยบายของธนาคาร ที่ต้องการเข้าไปจัดการหนี้ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น ก่อนที่จะจะกลายเป็นหนี้ที่แก้ไขได้ยาก

ด้านธนาคากรุงศรีอยุธยา ได้ระบุว่า เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากลูกค้าธุรกิจของบริษัทย่อย ที่ดำเนินการธุรกิจลิสซิ่งของกรุงศรีกรุ๊ปและสินเชื่อรถยนต์ใช้แล้ว อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีเงินสำรองอยู่ที่ 35,845 ล้านบาท มีสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดอยู่ที่ 175% ขณะที่สัดส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 142.9%

ธนาคารธนชาตรายงานว่า เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น 3,030 ล้านบาท หรือ 8.83% จากสิ้นปีก่อน เป็นผลจากการปรับลดชั้นของลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ในไตรมาส 2 ซึ่งได้ตั้งสำรองหลังหักมูลค่าหลักประกันเต็มจำนวนเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จึงไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของกลุ่ม รวมทั้งผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ลงส่งผลให้สินเชื่อเช่าซื้อ มีปริมาณหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้น อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รวม (NPL Ratio) อยู่ที่ 4.56% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2555 ที่ 4.32% อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทั้งหมดต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) ณ สิ้นเดือนกันยายน 2556 อยู่ที่ร้อยละ 83.26 เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนธันวาคม 2555 ที่ 73.19%