เอกชนชี้ค่าบริการโครงข่ายช่องเอชดีราคา"แพง" หวั่นต้นกระทบต้นทุน ด้าน กสทช.มั่นใจยื่นซองชิง"ทีวีดิจิทัล" เกินจำนวนช่องประมูลทุกประเภท
หลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ประกาศราคาอ้างอิงสูงสุดอัตราค่าบริการโครงข่าย (Mux) ทีวีดิจิทัล ของผู้ประกอบการ 4 ราย คือ ไทยพีบีเอส ,กรมประชาสัมพันธ์ ,กองทัพบกช่อง5 และ อสมท โดยช่องมาตรฐานความคมชัดปกติ (SD) ราคาเฉลี่ย 4.6-4.7 ล้านบาท/เดือน และช่องมาตรฐานความคมชัดสูง (HD) ราคาเฉลี่ย 13-14 ล้านบาท/เดือน
พบว่าในการชี้แจงเอกสารซองประมูลทีวีดิจิทัล ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ต.ค. มีเสียงสะท้อนจากมุมมองของกลุ่มเอกชนที่ซื้อซองประมูลต่อการประกาศราคาค่าบริการดังกล่าว
นายวัชร วัชรพล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทริปเปิลวี บรอดคาสท์ จำกัด ผู้ซื้อซองประมูล "ทีวีดิจิทัล"ช่องเอชดี ,วาไรตี้ และข่าว เปิดเผยว่าอัตราค่าบริการโครงข่ายช่องเอชดี ที่เฉลี่ย 13-14 ล้านบาท/เดือน ถือเป็นราคาที่"สูงมาก" และมีผลต่อต้นทุนบริหารช่องทีวีดิจิทัล หากคิดเฉลี่ยต้นทุนจะอยู่ที่นาทีละประมาณ 4,000 บาท โดยโครงข่ายเป็นเพียงหนึ่งในต้นทุนคงที่ นอกจากนี้ยังมีต้นทุนดำเนินงานอื่นๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยต่อการกำหนดราคาโฆษณาให้สอดคล้องกับต้นทุนและการตอบรับของตลาด จากผู้ลงโฆษณาด้วย
"ค่าบริการโครงข่ายเอชดีที่มีราคาสูง ทำให้มีความลังเลในการประมูลช่องเอชดี และกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาต้นทุนอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนยื่นซองประมูลในวันที่ 28-29 ต.คนี้" นายวัชร กล่าว
นายพันธ์ทิต โตสมสกุล ผู้จัดการฝ่ายรายการ กลุ่มธุรกิจโทรทัศน์ บริษัทโรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ผู้ซื้อซองประมูลช่องเด็ก เปิดเผยว่าราคาค่าโครงข่ายช่องเอสดี ถือว่าค่อนข้างแพง เนื่องจากเป็นต้นทุนคงที่ระยะยาว 15 ปีของใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ขณะที่การดำเนินธุรกิจทีวี ยังมีต้นทุนอื่นๆ อีก ที่ผ่านมาโรสฯ ได้ลงทุนสตูดิโอผลิตรายการใหม่ และซื้อคอนเทนท์ไปแล้วกว่า 300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีต้นทุนสำคัญคือค่าใบอนุญาตที่ต้องแข่งขันประมูล
ด้านนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นบีซี เปิดเผยว่าค่าโครงข่ายช่องเอสดี ที่ผู้ประกอบการได้ประกาศราคาอ้างอิงสูงสุด ถือเป็นราคาที่อยู่ในความคาดหมายและยอมรับได้ ทั้งนี้ การประมูลช่องทีวีดิจิทัลของเครือเนชั่น วางแผนจะใช้โครงข่ายไทยพีบีเอส ซึ่งเสนอราคาต่ำสุด
กสทช.มั่นใจยื่นซองเกินช่องประมูล
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธาน กสท. เปิดเผยว่าค่าบริการโครงข่ายที่ผู้ประกอบการทั้ง 4 รายเสนอมาเป็นเพดานสูงสุด ที่จะเรียกเก็บค่าบริการเมื่อขยายการส่งสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ หรือ 97% ของครัวเรือนไทย
ทั้งนี้ การคิดค่าบริการโครงข่ายคำนวณจากอัตราการใช้แบนด์วิธในการส่งสัญญาณ จากการพัฒนาเทคโนโลยีการส่งสัญญาณในอนาคตจะทำให้การใช้แบนด์วิธลดลงทั้งช่องเอสดีและเอชดี ทำให้ต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายลดลง
"ราคาค่าโครงข่ายที่ประกาศเพดานสูงสุด จะสะท้อนราคาเคาะประมูลทีวีดิจิทัลแต่ละประเภท ด้วยต้นทุนที่สมเหตุสมผล ในการดำเนินธุรกิจให้สามารถอยู่รอดได้" พ.อ.นที กล่าว
สำหรับค่าบริการโครงข่ายช่องเอชดี ที่มีราคาสูงกว่าช่องเอสดี 3 เท่า เนื่องจากใช้แบนด์วิธ ในการส่งสัญญาณมากกว่า ซึ่งในอนาคตหลังจาก กสทช.ได้คลื่นอนาล็อกคืนจากฟรีทีวีปัจจุบัน จะเปิดให้ผู้ชนะการประมูลช่องเอสดี ทั้ง 17 ช่อง ประมูลอัพเกรดเป็นช่องเอชดี
"ระบบเอชดี เป็นเทรนด์ของอุตสากรรมโทรทัศน์ทั่วโลกที่จะก้าวสู่ระบบดังกล่าว ช่องเอชดียังเป็นเรือธง ในการประมูลทีวีดิจิทัลของ กสทช. เชื่อว่าผู้ที่ชนะการประมูลช่องเอชดีก่อน จะได้ประโยชน์จากการทำตลาด สร้างฐานผู้ชม และสร้างการรับรู้ในลำดับช่องรายการที่จัดเรียงไว้ที่ช่อง 30-36 ก่อนช่องเอสดีที่จะเปิดให้ประมูลอัพเกรดภายหลัง" พ.อ.นที กล่าว
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเอกชนที่ซื้อซองประมูลไปแล้ว 49 ซอง จาก 33 บริษัท จะสนใจยื่นซองประมูลในวันที่ 28-29 ต.ค.นี้ "เกินกว่า" จำนวนช่องทีวีดิจิทัล ทุกประเภท ที่จัดประมูล รวมทั้งช่อง"เอชดี" ที่มีผู้ซื้อซองประมูลรวม 12 ซอง จากจำนวนช่องที่จัดสรร 7 ช่อง ทั้งนี้ ในกรณีที่มีผู้ยื่นซองประมูลช่องเอชดีต่ำกว่าหรือเท่ากับจำนวนช่อง กสทช. อาจจะพิจารณา "เลื่อน" การประมูลช่องเอชดี และขยายเวลาการจำหน่ายซองช่องเอชดีให้กับผู้สนใจอีกครั้ง









