ศรีไทยฯ ถอนลงทุนในจีน ประกาศปิดโรงงานเมลามีน ฐานลงทุนแห่งแรกในต่างประเทศ หลังเข้าไปลงทุน 22 ปี รัฐบาลจีนออกข้อกำหนดให้รง.ย้ายสู่ชานเมือง
ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจ ที่เผชิญปัญหาการลงทุนในจีน ล่าสุด ประกาศปิดโรงงานร่วมทุนผลิตเมลามีนในจีน หลังจากเผชิญปัญหานานาประการ โดยเฉพาะค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น จนความสามารถในการแข่งขันถดถอย และปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าที่ระบาดหนักและยากจะควบคุม
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ในครัวเรือนประเภทเมลามีนรายใหญ่แห่งหนึ่งในโลก เปิดเผยถึงโครงการลงทุนในต่างประเทศ โดยยอมรับว่า บริษัทได้ตัดสินใจปิดกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าพลาสติกประเภทเมลามีน ในโรงงานที่ตั้งอยู่ในเมืองปักกิ่ง ประเทศจีน หลังเข้าไปดำเนินการมา 22 ปี โดยจะเปลี่ยนจากโรงงานผลิตเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้า (Distributor) แทน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากค่าแรงงานในจีนที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของทางการจีน ที่กำหนดให้โรงงานที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเวนคืนที่ดิน และย้ายไปจัดตั้งใหม่ตามแถบชานเมือง
โดยโรงงานดังกล่าว เป็นการร่วมทุนระหว่าง ศรีไทยฯ กับบริษัท Beijing Huatai Replica of Porcelain Products Company Limited มีกำลังการผลิตเมลามีน 80 ตันต่อเดือน เพื่อจำหน่ายในประเทศจีนและส่งออก โดยบริษัทศรีไทยฯ ถือหุ้นในบริษัทนี้ ในสัดส่วน 40%
"เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เราเข้าไปตั้งโรงงานในจีน ซึ่งเป็นโรงงานในต่างประเทศแห่งแรกของบริษัท เพราะขณะนั้นเรามองว่าจีนมีค่าแรงถูก ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก โรงงานเข้าไปตั้งอยู่ใจกลางเมืองได้ แต่ตอนนี้สถานการณ์การทำธุรกิจเริ่มเปลี่ยนแปลง การจะเข้าไปลงทุนในจีน ไม่ได้เติบโตสูงอีกต่อไป โดยมีรายได้ปีที่ผ่านมาไม่กี่สิบล้านบาท เพราะค่าใช้จ่ายแรงงานจีนเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่คนจีนนิยมใช้กระเบื้องมากกว่าเมลามีน" นายสนั่น ให้ข้อมูล
ทั้งนี้ ศรีไทยฯ ยังได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2556 ที่ผ่านมา ในคำชี้แจงงบการเงินไตรมาส 2 โดยระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2556 ฝ่ายบริหารได้พิจารณาบันทึกค่าเผื่อการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วม คือ Beijing Huatai Replica of Porcelain Products Company Limited เท่ามูลค่าเงินลงทุนที่เหลือทั้งจำนวนในงบการเงินรวมจำนวน 12.04 ล้านบาท เพิ่มเติมจากที่ได้บันทึกไว้ส่วนหนึ่งจำนวน 10 ล้านบาท ในปี 2555 เนื่องจากผลประกอบการที่ถดถอยและขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้น และบริษัทร่วมดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการจดเลิกบริษัทและชำระบัญชี
นายสนั่น ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สินค้าเมลามีนของบริษัทที่จำหน่ายในจีน ยังมักจะถูกจีนลอกเลียนแบบ เช่น การปั๊มจานชามเมลามีนด้วยต้นทุนการผลิตต่ำ ก่อนจะนำมาจำหน่ายปนกับสินค้าของบริษัทในราคาถูกกว่า ทำให้ผู้ลอกเลียนแบบสินค้าไม่ต้องจ่ายค่าภาษีทางการค้า เหมือนที่บริษัทฯต้องจ่าย
ศรีไทยฯระบุฐานลงทุน "เวียดนาม" โดดเด่นสุด
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ศรีไทยฯ ได้เข้าไปลงทุนต่างประเทศ รวม 4 แห่ง ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน และอินเดีย ในอุตสาหกรรมเมลามีน และโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรม (บรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม) โดยมองว่าในบรรดาประเทศที่ธุรกิจเข้าไปลงทุนนั้น เวียดนาม โดดเด่นมากที่สุด เพราะผลกำไรเติบโตดี อีกทั้งยังมีระบบโลจิสติกส์ที่ดี โดยบริษัทมีแผนจะขยายการลงทุนสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ในเมืองฮานอย จากปัจจุบันมีโรงงาน 2 แห่ง ที่เมืองโฮจิมินห์ โดยปีหน้าตั้งเป้ารายได้เติบโตสูงถึง 100%
นายสนั่น ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาศรีไทยฯ ยังได้จัดตั้งสำนักงาน (Manufacturing & Sales Office) ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรมที่อินเดีย 3 แห่ง ได้แก่ นิวเดลี มุมไบ และบังคาลอร์ นอกจากนี้ยังมีแผนจัดตั้งโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรมในอินเดีย ซึ่งขณะนี้ได้ซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานแล้ว โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการรอใบอนุญาตก่อสร้างโรงงาน
ส่วนโรงงานผลิตเมลามีน ที่เมืองสุราบายา ในอินโดนีเซีย นั้น ยังคงมีอัตราเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีกำไรจากการดำเนินงาน นอกจากนี้บริษัทฯยังมีแผนจะแผนเข้าไปลงทุนในพม่าและกัมพูชา ใน 3 ปีจากนี้
สำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน อย่าง ฟิลิปปินส์ มองว่า ภูมิประเทศไม่เหมาะแก่การเข้าไปลงทุน เพราะมีสภาพเป็นเกาะกระจายไปทั่ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบการขนส่งสินค้าได้
กระจายความเสี่ยงสู่ธุรกิจ "แพ็คเกจจิ้ง"
สำหรับตลาดเมลามีนในไทย นายสนั่น มองว่า เริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้เตรียมแผนรับมือกับปัญหานี้ไว้แล้วหลายปี โดยเลือกกระจายความเสี่ยงและปรับกลยุทธ์การดำเนินงานหันมารับผลิตบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยดำเนินการมากว่า 4 ปี เช่น ผลิตภัณฑ์ฝาและขวดน้ำพลาสติก กล่องใส่อาหาร และภาชนะใส่อาหารและเครื่องดื่มจำหน่ายตามโรงภาพยนตร์ โดยอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์น้ำดื่ม มีสัดส่วนที่เติบโตรวดเร็วมากกว่า 20% ต่อปี ทั้งนี้ คาดว่าตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติกในอนาคตยังคงมีช่องทางทำตลาดได้อีกมาก จะเห็นได้จากกระแสความนิยมการบริโภคเครื่องดื่มประเภทชา และเครื่องดื่มให้พลังงาน (เอ็นเนอร์ยีดริ๊งค์)
นอกจากธุรกิจเมลามีนและผลิตผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรมแล้ว ในส่วนธุรกิจรับจ้างผลิต ขณะนี้บริษัทได้ทยอยยกเลิกงานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (OEM : Original Equipment Manufacturer) หลังประสบปัญหาผู้ว่าจ้างลดต้นทุนการผลิต (Cost Down) อย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจในส่วนนี้ไม่มีกำไรมากนัก แม้จะสร้างรายได้ให้บริษัทกว่า 700 ล้านบาทต่อปี
นายสนั่น ยังกล่าวถึงรายได้ในปีนี้ว่า เป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรม สัดส่วน 74% มูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท รายได้จากธุรกิจเมลามีน สัดส่วน 21% และรายได้จากธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป (MLM : Multi Level Marketing) สัดส่วน 5%
สำหรับสัดส่วนยอดขายปีนี้ คาดว่าจะมาจากธุรกิจในประเทศ 76% และต่างประเทศ 24% โดยในอนาคตมีแนวโน้มว่าสัดส่วนจากต่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความต้องการสินค้าในตลาดบรรจุภัณฑ์ฯยังมีอยู่มาก
เขายังกล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศว่า ในฐานะผู้ส่งออกรายหนึ่ง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาคส่งออกชะลอตัว จึงอยากให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้านนโยบายการเงิน ควบคุมไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการประเมินต้นทุนการผลิตได้ยาก
โดยในไตรมาส 2 ปีของปีนี้ บริษัทขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 5.30 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีก่อนที่เป็นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 5.87 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์
ส่วนยอดขายในไตรมาสสอง เป็นไปตามเป้าหมาย เติบโตกว่าปีก่อน 12.08% อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทมีผลประกอบการต่ำกว่ากับปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิในส่วนของบริษัทใหญ่ จำนวน 102.33 ล้านบาท ลดลงกว่าปีก่อนจำนวน 18.55 ล้านบาท หรือ 15.34%
"สิ่งที่ดำเนินการในตอนนี้ คือ การใช้ซื้อประกันความเสี่ยง ซึ่งเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน ลดปัญหาความผันผวนของราคาสินค้า ซึ่งเราสามารถกำหนดราคาวัตถุดิบ หรือ Fix Cost ได้"
ปัจจุบัน ศรีไทยฯ เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เมลามีนรายใหญ่รายหนึ่งของโลก ส่งออกสินค้าไปกว่า 120 ประเทศ เน้นรับงานผลิตสินค้าพรีเมียมมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าสำหรับกลุ่มฮอลิก้า (Holica : Hotel, Restaurant and Catering) โครงสร้างธุรกิจแบ่งเป็น ธุรกิจเมลามีน ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรม และธุรกิจซื้อมาขายไปและสายงานแม่พิมพ์









