ผู้ผลิตเครื่องดื่มญี่ปุ่นรายใหญ่กำลังดิ้นรนเพื่อสร้างฐานที่มั่นในตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย ด้วยผลิตภัณฑ์ชาเขียวที่ได้รับความนิยมในประเทศ
บริษัทญี่ปุ่นตั้งเป้าพัฒนาตลาดใหม่ผ่านหลาย ๆ กลยุทธ์ อาทิ แสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่าเครื่องดื่มของตนมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศ การตระหนักถึงสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ตลาดชาเชียวเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อหลายปีที่ผ่านมา บริษัทท้องถิ่นสองแห่ง รวมกันครองส่วนแบ่งการตลาดเกิน 50% ขณะที่บริษัทญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ในอดีต ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นพยายามผลิตเครื่องดื่มชาเขียวโดยเพิ่มน้ำตาลให้เหมาะสมกับรสนิยมของท้องถิ่น โดยในปี 2549 บริษัทคิริน เบเวอเรจ ออกสินค้าในไลน์ "นามาฉะ" ด้วยการเติมน้ำตาล และในปี 2554 "ซันโตรี เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด" ก็ออกสินค้าคล้ายกัน แต่ทั้งสองกรณียอดขายกลับไม่เติบโต ทั้งสองบริษัทต้องหยุดผลิตสินค้าในปี 2555
สำหรับตลาดเวียดนามและอินโดนีเซียนั้น สถานการณ์เครื่องดื่มชาคล้ายคลึงกัน ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งการตลาดโดยรวมเพียงเล็กน้อย แม้จะกำหนดราคาไว้ระดับเดียวกับผู้ผลิตท้องถิ่น
ผลก็คือบริษัทญี่ปุ่นต้องตั้งเป้าสร้างสินค้าอื่นให้เป็นที่จดจำแทนชาเขียว ซันโตรีประยุกต์เทคโนโลยีที่ใช้ในชาอุหลงดำ ซึ่งได้รับความนิยมในญี่ปุ่น และออกแบบให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ
เดือนกันยายนที่ผ่านมา ซันโตรีเปิดตัวสินค้าในไลน์ "ชา" ซึ่งประกอบด้วยสารโพลีฟีนอลสกัดจากใบชาอูหลง มีคุณสมบัติช่วยลดความฝาดของชา และลดการดูดซึมไขมัน โดยมีแผนออกสินค้าชนิดเดียวกันในเวียดนามและอินโดนีเซีย
ขณะที่"อาซาฮี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์" ร่วมทุนกับผู้ผลิตเครื่องดื่มท้องถิ่นในอินโดนีเซีย มีแผนผลิตสินค้าไลน์ชา น้ำผลไม้ น้ำดื่ม และเครื่องดื่มอื่น ๆ อย่างเต็มรูปแบบ ส่วน "ซับโปโร โฮลดิ้งส์" ครองส่วนแบ่งการตลาดชาของสิงคโปร์ราว 70% จากแบรนด์ "ป็อกก้า" และประสบการณ์ที่มีในตลาดสิงคโปร์ ทำให้ซับโปโรหวังว่าแบรนด์ของบริษัทจะได้รับความนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศอื่น ๆ ด้วย









