"ไอโอดี"ประกาศใช้เกณฑ์"อาเซียนซีจี"ประเมินการกำกับกิจการปีหน้า ชี้ช่วยยกระดับบจ.ไทยน่าลงทุน เผยผลสำรวจซีจีปี 56 คะแนนเฉลี่ยดีขึ้นอยู่ที่78%
ในปี 2557 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ ไอโอดี จะเริ่มใช้เกณฑ์มาตรฐานของอาเซียนในการประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือซีจี (CG) ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) หลังเกณฑ์อาเซียนซีจีได้กำหนดออกมาแล้วในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งยังคงยึดสำรวจใน 5 หมวดหลักเหมือนเดิม แต่จะสำรวจละเอียดมากขึ้น
นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ ไอโอดี เปิดเผยว่า เกณฑ์อาเซียนซีจีที่จะเพิ่มเข้ามา จะเน้น 3 ส่วน คือ การกำหนดนโยบายซีจีที่ชัดเจน การปฏิบัติตามนโยบายที่ประกาศไว้ ซึ่งหากไม่ได้ทำตามนโยบายที่ประกาศไว้มีเหตุผลอะไร และจะเพิ่มคำถามในการสำรวจเป็น 243 ข้อ จากการสำรวจเดิมมีคำถามอยู่ 148 ข้อ
"เกณฑ์อาเซียนซีจีจะช่วยยกระดับบจ.ไทย ให้เป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนในอาเซียน ทำให้นักลงทุนต่างประเทศมีข้อมูลเปรียบเทียบในการตัดสินใจลงทุน ส่งเสริมการระดมทุน หรือดึงดูดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติได้ และช่วยผลักดันให้เอกชนไทยมีการปรับปรุงอันดับซีจีให้ดีต่อเนื่อง"
ผลการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปี 2556 ที่ได้จากการสำรวจ 526 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) พบว่า คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 78% จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 77% เป็นผลจากคะแนนใน 3 หมวดเพิ่มขึ้น คือ หมวดสิทธิผู้ถือหุ้น หมวดการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส และหมวดการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ย 89%,88% และ 86% ตามลำดับ
ขณะที่คะแนนหมวดการคำนึงถึงบทบาทผู้มีส่วนได้เสีย และหมวดความรับผิดชอบของคณะกรรมการยังต้องมีการปรับปรุง เพราะคะแนนยังอยู่ในระดับต่ำ เฉลี่ยอยู่ในระดับ 60% โดยคณะกรรมการบริษัทจะต้องมีมาตรการดูแลส่วนได้เสียทั้งหมด ทั้งพนักงาน เจ้าหนี้ การดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชน ดูแลสิทธิประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนการทำหน้าที่ของกรรมการ ควรกำหนดนโยบายวาระของกรรมการอิสระ และจำนวนบริษัทที่กรรมการแต่ละสามารถเข้าไปนั่งเป็นกรรมได้ เพื่อให้มีเวลาในการทำงานเหมาะสม
เมื่อแยกเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มทรัพยากร มีอันดับคะแนนสูงสุด โดยมีคะแนนเฉลี่ย 85% รองลงมาคือกลุ่มการเงิน มีคะแนนเฉลี่ย 83% และกลุ่มเทคโนโลยี มีคะแนนเฉลี่ย 83% ขณะที่กลุ่มเกษตรและอาหารได้คะแนนเฉลี่ย 79% กลุ่มอสังหาและก่อสร้างได้คะแนนเฉลี่ย 78% กลุ่มบริการได้คะแนนเฉลี่ย 78% กลุ่มอุตสาหกรรมได้คะแนนเฉลี่ย 75% กลุ่มบริษัทในตลาดเอ็มเอไอ ได้คะแนนเฉลี่ย 75% และกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภคได้คะแนนเฉลี่ย 74%
ในการสำรวจครั้งนี้มี 87 บริษัท หรือ 17% มีผลคะแนนอยู่ในระดับที่ดีเลิศ หรือมีคะแนนเกิน 90% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีบริษัทได้คะแนนดีเลิศ 59 บริษัท เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เกิน 1 หมื่นล้านบาท ถึง 54 บริษัท และเป็นบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคป ในระดับ 3-9.9 พันล้านบาท 20 บริษัท เป็นบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคป ตั้งแต่ 1-2.99 พันล้านบาท 9 บริษัท ที่เหลือเป็นบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปต่ำกว่า 1 พันล้านบาท 4 บริษัท
"บริษัทที่ได้คะแนนสูงสุด เป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม ได้คะแนน 97% ส่วนบริษัทที่ได้คะแนนต่ำสุดอยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ได้คะแนน 31% จะเห็นว่ามีช่องว่าสูงมาก แสดงว่ายังมีช่องที่จะพัฒนาบริษัทที่ได้คะแนนต่ำให้เพิ่มขึ้นมาได้อีกมาก หากพัฒนาส่วนนี้ได้ จะทำให้คะแนนโดยรวมในการสำรวจครั้งต่อไปเพิ่มขึ้น"









