มิสเตอร์ข้าวรับจำนำบิดเบือนราคาแต่ไม่บิดเบือนการผลิต-ลดหนี้สินชาวนาเตรียมหารือพาณิชย์เร่งระบายสต๊อกข้าว
นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นมิสเตอร์ข้าว ว่า ได้หารือกับหน่วยงานต้นน้ำเกี่ยวกับการผลิตข้าวของกระทรวงเกษตรหารือ เกี่ยวกับบทบาท ในการส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทย และจัดภารกิจเรื่องข้าวทั้งระบบ เพื่อเป้าหมายพัฒนาข้าวไทยให้มีความยั่งยืน ก่อนเสนอข้อมูลต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรับมนตรี และเตรียมนัดหารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหาวิธีระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอีกในฤดูการผลิตปี 56/57 สมทบกับสต๊อกเก่าของรัฐบาล เบื้องต้น คาดเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ อาทิ อเมริกา และตะวันออกกลาง และขยายการส่งออกเพิ่มในตลาดเก่า เช่น จีน
ทั้งนี้ ข้าวเป็นสินค้าด้านการเกษตร ที่ผลผลิตและราคาเปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องความต้องการและเศรษฐกิจ การจำนำของรัฐบาลยอมรับว่าบิดเบือนกลไกของราคาแต่เป็นโครงการที่ทำเพื่อยกระดับชาวนา แต่ไม่บิดเบือนกลไกในการผลิต เพราะตัวเลขล่าสุดหนี้ชาวนาที่มีอยู่ในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) มีอัตราที่ลดลงแสดงให้เห็นว่าชาวนามีโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะราคาข้าวที่ชาวนาขายได้สูงขึ้น 4-5 พันบาท/ตัน เป็นการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตให้กับชาวนาโดยตรง
สำหรับการเร่งระบายสต๊อกข้าวของรัฐบาล จะทำควบคู่กับนี้การแปรรูปข้าว แม้ข้าวจะเป็นสินค้าเกษตรที่ไม่เหมาะที่จะแปรรูป เป็นพลังงานทดแทน แต่ยังสามารถทำเป็นน้ำมันรำข้าว ผลิตเป็นเครื่องสำอาง ซึ่งเบื้องต้นมิสเตอร์ข้าว จะต้องเร่งดำเนินการ ดังนี้ 1.จัดระบบฐานข้อมูลตั้งแต่เรื่องของวิชาการ พันธุ์ข้าว ระบบการปลูก ทั้งในส่วนของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และกรมการข้าว ให้มีข้อมูลเดียวกัน ตลอดจน อ.ต.ก.และอ.ค.ส. ก็ต้องใช้ข้อมูลการเก็บ สต๊อกข้าวเป็นข้อมูลเดียวกัน 2.ประสานหน่วยงานที่เป็นระบบราชการที่ไม่มีผุ้รับผิดชอบชัดเจน ให้เข้ามาอยู่ที่มิสเตอร์ข้าว เพื่อให้รู้ว่า อะไรอยู่ตรงไหน
เบื้องต้น บูรณาการข้าวไทยการทำงานของมิสเตอร์ข้าว จะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น คือการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับข้าวทั้งหมด ตั้งแต่การผลิต ไปถึงผลผลิต/ไร และมีเครื่องมืออะไรที่จะเสริมอาชีพให้ชาวนา หรือคนปลูกข้าวก็ต้องเร่งดำเนินการ ส่วนระยะยาว คือต้องมองการแข่งขันทั้งระบบ ทั้งเรื่องของราคา คุณภาพ และความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่ง ซึ่งขณะนี้ยอมรับว่า คู่แข่ง ไม่ว่าทั้งเวียดนาม อินเดีย และพม่า ล้วนรุกขึ้นมาแข่งขันในตลาดค้าข้าวโลก ภายใต้ต้นทุนถูกกว่าไทย ในจุดนี้มิสเตอร์ข้าวต้องพยายามดำเนินการเพื่อลดต้นทุนให้กับชาวนา
"ตลาดข้าวในปัจจุบันเป็นของผู้ซื้อ คนขายไม่ค่อยมีอำนาจในการต่อรองมากนัก เมื่อคู่แข่งที่มีต้นทุนถูกกว่าไทย ลงมาแข่งขันในเรื่องของราคาในตลาดโลก ไทยจึงเสียเปรียบ เพราะเมื่อต้นทุนต่ำราคาขายก็ถูกกว่าข้าวไทยแน่นอน หากไทยจะขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่รับจำนำมาในราคาที่กำหนดให้เพิ่มรายได้ให้ชาวนาในอัตราที่สูง เพื่อยกระดับรายได้ชาวนาไทยนั้น ในราคาต่ำ เพื่อสู้กับคู่แข่ง อุตสาหกรรมข้าวไทยจะได้รับผลกระทบในระยะยาว"









