วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯสั่งเกาะติดเพดานหนี้สหรัฐคืนนี้

"ยิ่งลักษณ์"สั่ง 3 หน่วยงาน คลัง-ธปท.-สภาพัฒน์ฯ ผนึกตั้งทีมย่อยเกาะติดปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ห่วงกรณีฉุกเฉินพร้อมออกมาตรการแก้ปัญหาทันที

เมื่อเวลา 09.30น. วันที่ 16 ต.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมประชุมคณะทำงานกำกับบริหารนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ร่วมกับนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าในที่ประชุมครั้งนี้มีการหารือถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภาพรวม รวมทั้งปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกโดยเฉพาะสถานการณ์ปิดทำการหน่วยงบานจของรัฐบาล (ชัตดาวน์) ในประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีการปิดทำการมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. หลังจากสภาคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่องงบประมาณสำหรับปีการคลังปี 2014 ได้ รวมทั้งต้องขยายเพดานหนี้

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสถานการณ์ของ สศช. และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้รายงานสถานการณ์ว่า ณ เวลานี้สถานการณ์ในสหรัฐฯที่เกิดขึ้นไม่น่าเป็นห่วงมากนักว่าจะเกิดผลกระทบต่อประเทศไทย เนื่องจากแม้เส้นตายจะอยู่ในวันที่ 17 ต.ค. แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเงินอยู่ในมือถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มีภาระก้อนแรกที่ต้องจ่ายมีประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้จะไม่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน ต.ค. - ต้นเดือน พ.ย. แต่ที่น่าเป็นห่วง คือในวันที่ 15 พ.ย.จะมีหนี้ก้อนใหญ่ที่สหรัฐฯต้องจ่ายอีกกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งต้องมีการหาทางขยายเพดานหนี้ซึ่งหากไม่สามารถตกลงกันได้ผลกระทบกับประเทศอื่นๆจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งการที่สหรัฐฯยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ต้องจับตาดูสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายออกจากสหรัฐฯไปยังประเทศอื่นๆด้วย

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) สายตลาดการเงิน กล่าวต่อที่ประชุมว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะรับมือสถานการณ์ดังกล่าว โดยปัจจุบันมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับค่อนข้างสูง โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีเงินไหลเข้ามาในประเทศไทยในตลาดตราสารหนี้กว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ค่าเงินบาทไทยยังเคลื่อนไหว 31บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพ แต่ประเทศไทยก็ต้องเตรียมพร้อมการที่เงินทุนไหลกลับไปยังสหรัฐฯหากสถานการณ์คลี่คลาย แต่หากสหรัฐฯแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็จะทำให้เงินไหลออกนอกสหรัฐฯไปลงทุนในประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตามคาดว่าเงินเหล่านี้จะไหลไปลงทุนในสกุลเงิน เช่น ยูโร สวิสฟรังก์ และเงินเยน ก่อนจากนั้นจึงจะไหลเข้าตลาดใหม่อย่างประเทศไทย ดังนั้นจะไม่กระทบเศรษฐกิจไทยระยะสั้น

ขณะเดียวกันคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ก็พร้อมจะใช้มาตรการเหมาะสมในการดูแลสถานการณ์กรณีที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ส่วนกรณีที่พันธบัตรสหรัฐฯที่ ธปท.ถืออยู่ และมีบางส่วนที่มีกำหนดไถ่ถอนในช่วงสิ้นเดือน ต.ค. ธปท.จะพิจารณาการเปลี่ยนไปถือพันธบัตรที่มีอายุยาวมากขึ้น เพื่อไม่กระทบกับการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐฯ และ ธปท.ยังคงได้ดอกเบี้ยจากการลทุนดังกล่าว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้จัดตั้งคณะทำงานย่อยประกอบไปด้วย กระทรวงการคลัง สศช. และ ธปท.โดยจะมีการประชุมร่วมกันในวันที่ 17 ต.ค.เพื่อติดตามสถานการณ์ของสหรัฐฯอย่างใกล้ชิดทั้งกรณีชัตดาวน์ และการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ เพื่อจะได้รับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที