วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.แบงก์ไทยแกร่งสุดในโลก

"แบงก์ชาติ" ฟุ้งยอดสำรองสินเชื่อต่อเอ็นพีแอล ธนาคารพาณิชย์ไทย แกร่งสุดในโลก เผยสูงกว่า 140% มูลค่ารวม 3.6 แสนล้าน นำหน้า"มาเลย์-สิงคโปร์"

การตั้งสำรองสินเชื่อต่อหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์ไทยในปัจจุบัน ถือว่ามีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นางสาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า ล่าสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 140% คิดเป็นมูลค่าที่มีการตั้งสำรองรวมทั้งระบบ 3.6 แสนล้านบาท

สาเหตุที่ยอดการตั้งสำรองฯ ของธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเพราะธนาคารพาณิชย์ ตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ธนาคารพาณิชย์จึงได้ตั้งสำรองฯ เพิ่ม

"แบงก์เขาดูว่าสินเชื่อไหน ที่มีโอกาส หรือมีสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าจะกลายเป็นหนี้เสียขึ้น เขาก็ตั้งสำรองจนครบ ซึ่งทำไปตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว แต่ล่าสุดที่เพิ่งเริ่มไปไม่นานนี้ แบงก์เขาตระหนักมากขึ้น เขาห่วงว่าถ้าภาพเศรษฐกิจใหม่เปลี่ยน สินเชื่อบางตัวอาจมีความน่าวิตกได้ จึงตั้งกันเพิ่ม ขนาดสินเชื่อที่มีความเสี่ยงน้อย หรือสินเชื่อปล่อยใหม่ เขาก็พยายามจะตั้งเผื่อเอาไว้ด้วย จนได้รับคำชมจากมูดี้ส์" นางสาลินีกล่าว

การตั้งสำรองเพิ่มขนาดนี้ สะท้อนว่า ธนาคารพาณิชย์มีผลประกอบการที่ดีมาก เพราะแม้จะตั้งสำรองเพิ่ม แต่ผู้ถือหุ้นยังคงได้รับเงินปันผลเท่าเดิมหรือสูงขึ้น

"การตั้งสำรองฯ ของแบงก์ ไม่ได้สักแต่ว่ามีรายได้แล้วหักออกมา แต่เขาทำโดยดูโอกาสที่จะเกิดขึ้น แม้สินเชื่อบางตัวที่โอกาสเกิดเอ็นพีแอลน้อยเขาก็ยังตั้ง ซึ่งเป็นการตั้งสำรองที่มองก้าวไปข้างหน้ามากๆ จึงถือว่าในโลกนี้ไม่มีใครชนะเราแล้ว แม้แต่แบงก์ของมาเลเซีย หรือสิงคโปร์ การตั้งสำรองฯ ของเราถือว่าก้าวหน้ากว่ามาก" นางสาลินีกล่าว

สาเหตุการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นของธนาคารพาณิชย์ ไม่ได้เป็นเพราะเห็นสัญญาณการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอล เพราะถ้าดูตัวเลขเอ็นพีแอลล่าสุด สิ้นเดือนส.ค.ยังคงทรงตัวในระดับ 2.24% ใกล้เคียงกับช่วงปลายปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2.25% ขณะที่สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan) หรือ เอสเอ็ม ล่าสุดเดือนส.ค.อยู่ที่ 2.28% ใกล้เคียงกับปลายปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2.16%

ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่มีความเป็นห่วงกันนั้น ตัวเลขเอ็นพีแอลล่าสุด สิ้นเดือนส.ค.อยู่ที่ 1.78% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 1.4% ขณะที่สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ ณ สิ้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 6.85% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 6.03%

ตัวเลขสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษของกลุ่มเช่าซื้อรถยนต์ แม้จะดูค่อนข้างสูง แต่เป็นเรื่องปกติของธุรกิจนี้ ที่บางครั้งลูกหนี้อาจจ่ายเงินล่าช้าไปบ้าง แต่ถ้ามีการทวงถาม ลูกหนี้เหล่านี้ก็กลับมาจ่ายเป็นปกติ จึงทำให้ตัวเลขที่กลายมาเป็นเอ็นพีแอลไม่ได้สูงมากนัก

นอกจากนี้ นางสาลินี ยังกล่าวถึงการเติบโตของสินเชื่อด้วยว่า จากข้อมูล ณ สิ้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบเติบโตประมาณ 12.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจากก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 15% โดยการชะลอตัวลงของสินเชื่อถือว่าสอดคล้องกับภาพรวมของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ที่น่ายินดี คือ สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไม่ได้ชะลอตัวลงตาม โดยยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 15% ใกล้เคียงกับในอดีต ขณะที่สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่กลับเติบโตขึ้นด้วย ล่าสุดมีอัตราการเติบโตที่ 6% จากเดิมที่ 4% ขณะที่สินเชื่อรายย่อย ชะลอลงมาอยู่ที่ 15% จากก่อนหน้านี้ที่เคยสูงถึง 20%

"สินเชื่อที่เราค่อนข้างแคร์ คือ สินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งเรากลัวว่าในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวน เอสเอ็มอีอาจได้สินเชื่อน้อยลง แต่ตัวเลขที่ออกมาก็ทำให้เบาใจได้ โดยเฉพาะการชะลอลงของสินเชื่อรายย่อยนั้น ถือว่าสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ" นางสาลินีกล่าว

ด้านธนาคารทหารไทย นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย หรือทีเอ็มบี กล่าวว่า ผลดำเนินงานไตรมาส 3 ปีนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรอง 3,311 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% และ 67% ตามลำดับเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว

สำหรับงวด 9 เดือนของปีนี้ มีกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรอง 10,448 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 3,938 ล้านบาท ซึ่งเพิ่ม 39% และ 36% ตามลำดับเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีที่แล้ว การเติบโตของกำไรเป็นผลจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้จากการดำเนินงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพของธนาคาร ขณะที่สัดส่วนเอ็นพีแอลลดลงเหลือ 3.8% จาก 4.1%เมื่อสิ้นปีที่แล้ว