ไทยพาณิชย์คาดปัญหาเพดานหนี้ยืดเยื้อ สหรัฐส่อผิดนัดชำระหนี้ จับตาตลาดเงินผันผวน-เงินทุนไหลออกตลาดเกิดใหม่ มั่นใจทุนสำรองไทยเพียงพอรับมือ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) คาดว่าการขยายเพดานหนี้น่าจะสำเร็จก่อนวันที่ 17 ต.ค. แต่มีความเป็นได้ที่การเจรจาอาจยืดเยื้อออกไป เนื่องจากเงินในมือของ US Treasury ยังไม่ได้หมดในวันที่ 17 ต.ค. ซึ่งนักการเมืองสหรัฐฯ ก็ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าวดี ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่การเจรจาอาจจะยืดเยื้อออกไปถึงช่วงระหว่างวันที่ 21-31 ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เงินจะหมด และสหรัฐฯจะต้องเริ่มชำระดอกเบี้ยงวดแรกในวันที่ 31 ต.ค.
ประเด็นสำคัญคือการผิดนัดชำระของสหรัฐฯ นี้ หากเกิดขึ้นจริง จะแตกต่างจากกรณีของ Lehman Brothers เนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ นี้เป็นกรณีชั่วคราว (Selective Default) และไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ระยะยาว (Long-run Ability to Service Debt) ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งจะแตกต่างจากกรณีการล้มละลายของ Lehman Brothers ที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการเงินในปี 2008
ทั้งนี้ ธนาคารกลางของสหรัฐฯ (US Federal Reserve) น่าจะมีวิธีการรับประกันความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งจะบรรเทาผลกระทบต่อตลาดซื้อคืนพันธบัตรของสหรัฐฯ ที่น่าจะเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุดจากการใช้พันธบัตรสหรัฐฯ เป็นเครื่องค้ำประกันการกู้เงิน
EIC ประเมินผลกระทบต่อการส่งออกของไทยน่าจะมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากผลกระทบทางตรงหลักๆ ต่อภาคเศรษฐกิจจริงของสหรัฐฯ จะมาจากการ Delay การเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ และค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งผลกระทบน่าจะมีไม่มากนัก เนื่องจากการเบิกจ่ายย้อนหลังน่าจะทำได้ค่อนข้างเร็วหลังจากรัฐบาลเปิดทำการ แต่หากการเบิกจ่ายดังกล่าวล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการส่งออกของไทย ซึ่งสินค้าหลักที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ คือ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์ยาง และอาหารทะเลกระป๋อง อาจได้รับผลกระทบดังกล่าว
จับตาดูความผันผวนในตลาดการเงิน ที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆเมื่อเข้าใกล้วันที่ 17 ต.ค. โดยความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ จะส่งผลต่อทั้งความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากประเทศในกลุ่ม Emerging Markets อย่างไรก็ดี ระดับเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบันมีมากพอที่จะรองรับความผันผวนดังกล่าวได้ การไหลออกของเงินทุนต่างชาติจึงไม่น่าจะทำให้ประเทศมีความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติดุลการชำระเงิน









