วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกฯแนะลงทุนกลุ่มท่องเที่ยว-ค้าปลีก

โบรกเกอร์แนะลงทุน กลุ่ม "ท่องเที่ยว-ค้าปลีก" รับอานิสงส์ช่วงไฮซีซั่น ชี้เหมาะลงทุนระยะกลางและยาว 3-6 เดือนขึ้นไป "ซีพีออลล์"เจ๋ง

ปัจจัยต่างประเทศ ยังคงเป็นประเด็นหลักกดดันตลาดหุ้นไทย เนื่องจากตลาดยังกังวลเรื่องการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐที่ยังไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้มีแรงเทขายทำกำไรจากนักลงทุน ขณะที่ปัจจัยในประเทศเป็นเรื่องการเมือง และคาดการณ์ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส จึงแนะกลยุทธ์การลงทุน ไม่แนะนำให้เพิ่มพอร์ตการลงทุน แต่ให้ซื้อขาย (เทรดดิ้ง) และโดยหุ้นที่แนะนำ คือกลุ่มท่องเที่ยว และค้าปลีก เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) และบริษัท ซีพีออลล์ (CPALL)

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวน ตราบที่สหรัฐยังเผชิญกับปัญหาขยายเพดานหนี้ แม้จะเชื่อว่าปัญหาเพดานหนี้น่าจะตกลงกันได้ในนาทีสุดท้าย และได้รับการขยายออกไปอย่างน้อยเป็นการชั่วคราวเหมือนในอดีต

นอกจากปัจจัยต่างประเทศแล้ว ปัจจัยการเมืองในประเทศที่ยังมีอยู่ ประกอบกับดัชนีตลาดหุ้นไทย ได้ขยับขึ้นมาที่ระดับราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี)ที่ 15.30 เท่า จากแรงขับเคลื่อนของนักลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะพอร์ตโบรกเกอร์ ขณะที่ต่างชาติยังคงซื้อสลับขายในช่วงที่เหลือของปีนี้

"คาดว่า ช่วงไตรมาส 4 ดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 14-16 เท่า หรือระหว่าง 1,338-1,529 จุด ทำให้ตลาดมีขาขึ้นจำกัด หากพิจารณาเป็นรายหุ้น เชื่อว่ายังมีประเด็นที่จะช่วยให้นักลงทุนคัดเลือกเพื่อซื้อ หรือถือลงทุนระยะกลางและยาว 3-6 เดือนขึ้นไป ได้แก่ หุ้นที่อยู่ในช่วงไฮซีซั่นของฤดูกาลท่องเที่ยว เช่น ทอท. และดิ เอราวัณ กรุ๊ป"

จากการศึกษาข้อมูลในอดีต พบว่า กลุ่มดัชนีที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนชนะตลาด และความน่าจะเป็นสูง ในงวดไตรมาสสุดท้ายของทุกปี จะอยู่ในหลายกลุ่มด้วยกัน โดยกลุ่มที่โดดเด่นมากที่สุด คือ พาณิชย์ คาดให้ผลตอบแทนชนะตลาด 5.6% ด้วยความน่าจะเป็นสูง 88% ตามมาด้วยสุขภาพ (HEALTH) คาดให้ผลตอบแทนชนะตลาด 4.4% ด้วยความน่าจะเป็น 75% และกลุ่มอาหาร คาดให้ผลตอบแทนชนะตลาด 3.5% ด้วยความน่าจะเป็น 75%

หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและสภาพแวดล้อมขณะนี้ เช่น ค่าเงินบาทที่กำลังจะกลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปัจจุบัน น่าจะดีต่อหุ้นบางแห่งในกลุ่มพาณิชย์ เช่น บริษัทซีพีออลล์ เพราะนักวิเคราะห์ ประเมินกำไรจากการดำเนินงานปกติ งวดไตรมาส 3 น่าจะทำสถิติสูงสุดของปีจากการใช้โปรโมชั่ใหญ่สุดในรอบปี ก่อนที่จะเข้าสู่จุดต่ำสุดในไตรมาสสุดท้ายของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสูงสุดของปี

ส่วนกำไรสุทธิ จะถูกกดดันจากการรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงประมาณ 500 ล้านบาท เพราะมีภาระหนี้สินในรูปสกุลดอลลาร์ 5.8 พันล้านดอลลาร์ ในการซื้อบริษัท สยามแมคโคร ( MAKRO) ภายใต้สมมติฐานที่บริษัทได้ป้องกันความเสี่ยง 65% ที่เหลือ 35% เปิดความเสี่ยงไว้

สถานการณ์ล่าสุด พบว่า เงินบาทมีทิศทางแกว่งตัว ในทิศทางแข็งค่า ลักษณะเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค ซึ่งรูเปียะ แข็งค่ามากที่สุดในขณะนี้ จึงน่าจะทำให้ งวดไตรมาส 4 ของซีพีออลล์ กลับมามีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จึงเลือกซีพีออล์ เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มค้าปลีก เพราะหากพิจารณาอัพไซด์ พบว่าสูงมากถึง 36%ขณะที่ราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยเลวร้ายในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไปแล้ว

บล.ทิสโก้ วิเคราะห์ว่า การแก้ปัญหาเพดานหนี้สหรัฐฯ ที่กำหนดเส้นตายในวันที่ 17 ต.ค.นี้ กดดันตลาดหุ้นไทยให้ผันผวน ซึ่งเป็นจังหวะสะสมหุ้นเพิ่ม หรือถือหุ้นไว้ เพราะดัชนีหุ้นไทยไตรมาส 4 ปีนี้ จะปรับขึ้นไปในระดับ 1,500-1,520 จุด จากแนวโน้มธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ยังไม่ลดมาตรการคิวอี และเศรษฐกิจไทยได้หลุดภาวะถดถอยในช่วงไตรมาส 3 นี้

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยตามฤดูกาลสนับสนุน เพราะเป็นช่วงการออกงบไตรมาส 3 โดยหุ้นน่าสนใจ และคาดงบไตรมาส 3 จะออกมาดีคือ คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ทั้งไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารทหารไทย (TMB) และธนาคารกรุงไทย (KTB)