2ซีอีโอชั้นนำผ่ามุมมองผ่าน Business Talk"กรุงเทพธุรกิจทีวี" ไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนต้องเน้นพัฒนาด้านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน-แก้คอร์รัปชัน
โอกาสก้าวสู่ปีที่ 2 ของ "กรุงเทพธุรกิจทีวี" และ ปีที่ 27 ของ "หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ" ทาง กรุงเทพธุรกิจทีวี ได้จัดเสวนาต่อเนื่อง 5 ตอน ภายใต้แนวคิด "Thailand Tomorrow : คิดเพื่อประเทศไทยวันพรุ่ง" นำเสนอผ่านรายการ Business Talk หัวข้อ "2014 CEO Agenda : วาระธุรกิจไทย"
โดยมี นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด และ นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการปรับ หรือสร้างขึ้นใหม่ของประเทศควรไปทางไหน และภาคธุรกิจไทยควรให้ความสำคัญอะไร เพื่อให้เติบโตยั่งยืน ท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม ขั้วอำนาจ ที่กำลังย้ายจากฝั่งตะวันตกมายังตะวันออก ความขัดแย้งกระจายเพิ่มขึ้นทั่วโลก สังคมผู้สูงวัยจากอัตราการเกิดที่ต่ำลง บทบาทของสหรัฐ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว นางกอบกาญจน์ มองว่าต้องสอดคล้องกับแนวทางในระยะสั้นและปานกลางด้วย โดยเฉพาะด้าน “การศึกษา” เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เกิดการสร้างคนที่มีคุณภาพ ไทยปฏิเสธไม่ได้ที่เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ซึ่งเปิดเสรีการค้า การลงทุน และแรงงาน
นางกอบกาญจน์ ชี้ว่า ไทยต้องกล้าเปลี่ยนแปลง ยกระดับคุณภาพของครู ปรับปรุงการศึกษา กระตุ้นให้เด็กคิดนอกกรอบ ทำอย่างไรในการพัฒนาให้คนมีความสามารถ มีความสร้างสรรค์ มีคุณธรรม ประเทศจะแข่งขันได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคน
"ในฐานะธุรกิจต้องมีส่วนร่วมทำอย่างไรให้การศึกษามีคุณภาพ และต้องเริ่มนับจากวันนี้"
นางกอบกาญจน์ ให้มุมมองความต่อเนื่องของผู้นำในกระทรวงศึกษาธิการว่า เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้นำจะทำให้การลงมือเชิงปฏิบัติยังเริ่มไม่ได้ ขณะที่หลักการดีอยู่แล้ว แต่ในฐานะภาคเอกชนไม่สามารถรอได้ ต้องพัฒนาบุคลากรในเชิงปฏิบัติได้ทันที เช่น จัดโปรแกรมอบรมการทำงานในองค์กร
ประเทศไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยเกิดวิกฤติพลังงาน รัฐบาลต้องมีนโยบายในการแสวงหาพลังงานให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงานไปพร้อมๆ กัน ที่ผ่านมายังทำได้ "ไม่ดีพอ" ปัจจุบันไทยพึ่งพิงพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างมาก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติจากพม่า หากวันหนึ่งประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องผลิตเพื่อให้พอเพียงการบริโภคในประเทศแทนการส่งออกไทยจะทำอย่างไร หากรัฐบาลไม่ลงทุนด้านพลังงานอย่างจริงจังจะเกิดปัญหา เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตของประชากรที่มากขึ้นย่อมต้องใช้พลังงานมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นควรมีการนำมาซึ่งพลังงานทดแทน หมุนเวียน รวมทั้งนิวเคลียร์
"ความเห็นส่วนตัว ไทยควรต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้องกระจายความเสี่ยง...ไม่มีพลังงานอะไรที่ขาวสะอาดทั้งหมด ไม่มีอะไรในโลกนี้ดีทั้งหมด ทุกคนต้องยอมรับทั้งขาวและดำในชีวิตจริง อยากได้อะไรก็ต้องเสียบางอย่างไป ไม่มีอะไรปลอดภัย 100%"นางกอบกาญจน์ ย้ำ
สำหรับพลังงานนิวเคลียร์ นางกอบกาญจน์มองว่า ไม่มีใครกล้าแตะ เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว หลายๆ รัฐบาลไม่กล้าที่จะมีปัญหากับประชาชน เมื่อพูดถึงเรื่องนี้มีแต่คำว่า"กำลังศึกษา"
ขณะที่เวียดนามมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว ส่วน อินโดนีเซีย พม่า และ กัมพูชา ต่างก็มีแหล่งพลังงานของตัวเอง หากประเทศเพื่อนบ้านหยุดจ่ายจะทำอย่างไร ไม่เฉพาะอุตสาหกรรมเท่านั้น ภาคการขนส่ง เช่น รถไฟฟ้าต้องการการใช้ไฟ
ทั้งนี้ในฐานะอยู่ในองค์กรต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน นางกอบกาญจน์ มองว่าเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และ ประชาชน ต้องร่วมกันรณรงค์ต่อต้าน ต้องตั้งมั่นในวันนี้ให้การทุจริตคอร์รัปชันหมดไป ขณะนี้ภาพรวมดูเหมือนจะแย่ลง จากการสำรวจพบว่าเยาวชนสมัยนี้รับเรื่องทุจริตคอร์รัปชันได้ถ้ามีการนำมาแบ่ง แต่เชื่อว่าเยาวชนสามารถแยกแยะความถูกผิดได้ หากครอบครัวไม่ทำเป็นตัวอย่าง
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากไทยจริงจังในเรื่องการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน จะนำมาซึ่งความเจริญเหมือนกับฮ่องกง ที่มีองค์กรไอซีเอซี (คล้ายสำนักงานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ของไทย) คอยตรวจสอบอย่างเข้มข้น ดำเนินคดีอย่างจริงจัง ผ่านกระบวนการตัดสินที่รวดเร็วไม่ข้ามปี เรียกความเชื่อมั่นกลับมาจนกลายเป็นศูนย์กลางของเอเชียได้รับศรัทธาจากธุรกิจทั่วโลก เมื่อย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วฮ่องกงประสบปัญหาทุจริตคอร์รัปชันหนักว่าไทยมาก นักธุรกิจฮ่องกงต่างกล่าวขานว่า “ถ้าไม่มีองค์กรนี้ ฮ่องกงไม่มีวันนี้”
ขณะที่ นายประทีป เห็นด้วยว่าการศึกษาสำคัญมาก แม้ว่าเยาวชนไทยจะได้ที่ หนึ่งของโลกในบางสาขา แต่ภาพรวมแล้วอันดับการศึกษาเชิงวิชาการของเยาวชนไทยตกลงเรื่อยๆ แม้แต่เวียดนามที่เคยล้าหลังไทยในช่วงหลังสงครามก็แซงหน้าไปแล้ว เพราะเยาวชนไทยไม่ได้ถูกสอนให้คิดแทนการท่องจำ นอกจากสอนให้คิด ต้องสอนให้เป็นคนดี ปรับปรุงหลายอย่าง เครื่องมือ วิธีการสอน หลักสูตร การดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีในช่วงสั้นๆ ทำให้ขาดการต่อเนื่อง
"อยากเห็น Thailand Tomorrow ที่นำด้านจริยธรรม ศีลธรรมจรรยา และแนวคิด “ประชาสุขสรรค์ สังคมมั่งคั่ง ประเทศมั่งคั่ง” หมายถึง ประชาชนมีรายได้มากขึ้น มีความสุขกับการทำงาน ไม่ทะเลาะ ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่มีคอร์รัปชัน อาชญากรรมลดลง แม้ว่าจะเป็นความฝัน แต่ก็อยากจะเห็นอย่างนี้"นายประทีป ระบุ
นายประทีป มองว่า ไทยมีภูมิประเทศที่ดีมาก เป็นศูนย์กลางกลุ่มประเทศอินโดจีน มีพื้นที่ติดทะเล และมีทรัพยากรมาก ถ้าพัฒนาให้ถูกทางจะดีขึ้น เพราะประเทศที่เคยยากจนกว่าไทยไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เวียดนาม และ เกาหลี ขณะนี้ขนาดของเศรษฐกิจล้วนแต่แซงหน้าไทย
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยนับว่ามีความแข็งแกร่งและเจริญขึ้นเรื่อยๆ โดยในด้านโครงสร้างพื้นฐานยังมีระบบรางที่ล้าหลังแม้ว่าถนนจะพัฒนาไปพอสมควร ยกตัวอย่างประเทศจีนซึ่งล้าหลังไทยเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนนี้แซงหน้าไทยไปมาก สำหรับ พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้นเห็นด้วย แต่เบื้องต้นในภาพใหญ่ควรศึกษารายละเอียด เลือกรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมที่สุด โครงสร้างพื้นฐานเป็นตัวขับเคลื่อนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสร้างความสะดวกให้แก่ประชาชน รวมถึงช่วยให้ต้นทุนการขนส่งลดลง แต่ที่ผ่านมาการลงทุนภาครัฐน้อยไป ขณะที่การลงทุนของเอกชนเติบโตดี
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลควรประกาศนโยบายป้องปรามการทุจริตและคอร์รัปชันให้ชัดเจน โดยระยะสั้นสร้างระบบตรวจสอบและลงโทษทางสังคม ด้วยการให้รางวัลติดตามผลการทุจริตแก่องค์กรเอ็นจีโอ ซึ่งมีกว่า 700 แห่ง ส่วนระยะยาว ให้สร้างระบบศึกษาเพื่อให้ประชากรมีรายได้ดีขึ้น จะได้ไม่ต้องทุจริต เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
นายประทีป มองว่า คนไทยรักกันในวงแคบในระดับพวกพ้อง แต่อยากให้ขยายวงไม่ใช่แค่เรียนรุ่นเดียวกัน หรือพวกพ้อง ควรต้องมีวิธีการรณรงค์ระดับชาติ
"ผู้นำครอบครัว คือ พ่อและแม่ ถ้าเป็นคนดี ลูกเอาเป็นตัวอย่างที่ดี ในระดับบริษัท ถ้าผู้นำเน้นจริยธรรม พนักงานจะไม่โกง แต่ถ้าผู้นำโกง พนักงานระดับล่างลงมาก็จะโกงตาม ผลประกอบการย่อมแย่ลง"นายประทีปย้ำ









