โบรกฯคาดกลุ่มแบงก์กำไรไตรมาส 3 กว่า 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยกทหารไทย-กรุงศรี-กรุงไทย เติบโตสูงสุด
นักวิเคราะห์จาก บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยคาดว่าธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ฝ่ายวิจัยศึกษา จะมีกำไรสุทธิในช่วงไตรมาส 3 /56 รวม 5.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 16.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธนาคารทหารไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยาและธนาคารกรุงไทย มีการเติบโตของกำไรสุทธิโดดเด่นสุด แต่หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนใหญ่มีกำไรลดลงอย่างมีนัยจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้เสีย
สอดคล้องกับภาพรวมอุตสาหกรรม ภายหลังจากที่ได้ทำการตั้งสำรองพิเศษบนสินเชื่อปกติ นอกเหนือจากการตั้งสำรองปกติในแต่ละไตรมาส เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจในอนาคต ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปแล้วในช่วงไตรมาส 2 ขณะที่ประเด็นเรื่องคุณภาพของสินทรัพย์ในงวดนี้ไม่ได้น่ากังวลเหมือนงวดที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเห็นสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เมื่อเทียบกับสินเชื่อรวมที่ค่อนข้างทรงตัวจากงวดก่อน
สำหรับธนชาต กรุงเทพ และแอลเอชแบงก์ เป็นธนาคารพาณิชย์ ที่ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะแสดงการลดลงของกำไรสุทธิสูงสุดหากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการลดลงของรายได้พิเศษ ได้แก่ กำไรจากการขายเงินลงทุน การลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมฯ และรายได้อื่นๆ
หากพิจารณากำไรจากการดำเนินงานของทั้งกลุ่มฯ ในไตรมาส 3 ปีนี้อยู่ที่ 6.42 หมื่นล้านบาท ลดลง 4.3% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังเติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยกดดันจากคาดการณ์รายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่ลดลงเล็กน้อยประมาณ 0.3% คาดการณ์การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายดำเนินงานในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 10.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 3 คาดว่าจะโต เพียง 2.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 10.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อสุทธิที่โตเพียง 2.3% ส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อสุทธิในช่วง 9 เดือน เติบโต 8% จากสิ้นปี 2555 สอดคล้องกับคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อสุทธิปี 2556 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ว่าจะเติบโต 9.8%
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัย ยังคงน้ำหนักการลงทุนน้อยกว่าตลาด เนื่องจากคาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้น ปี 2557 ต่ำกว่าตลาดที่คาดว่าจะมีการเติบโต 13% โดยฝ่ายวิจัยคงประมาณการผลการดำเนินงานปี 2556 ว่าจะมีการเติบโต 23.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/56 ยังเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ทั้งสินเชื่อ และค่าธรรมเนียม
สำหรับปี 2557 ฝ่ายวิจัยกังวลต่อแนวโน้มกำไรสุทธิของกลุ่ม ที่คาดว่าจะโตเพียง 9.8% เนื่องจากยังมีประเด็นกดดันจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่คาดว่าจะชะลอตัวตามการส่งออก และการลงทุนของภาครัฐที่ยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่ปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจของจีนที่เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมถึงการไหลออกของเงินทุนจากการชะลอมาตรการคิวอี เป็นปัจจัยกดดันต่อแนวโน้มการเติบโตของกำไร
ด้านบล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่าฝ่ายวิจัยคาดว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ช่วงไตรมาส 3 จะฟื้นตัวกลับมาทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งหลังชะลอตัวจากไตรมาสก่อน โดยคาดว่ากำไรสุทธิของธนาคาร 9 แห่งอยู่ที่ 5.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 17.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมองว่ากรุงไทย และไทยพาณิชย์ น่าจะมีกำไรสุทธิในช่วงไตรมาส 3 น่าสนใจที่สุด จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
แนะนำซื้อสำหรับการเก็งกำไรผลประกอบการ โดยให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด แม้ว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัวในไตรมาส 3 แต่คาดว่าการฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ตามฤดูกาลของการส่งออก และการสะสมสินค้าคงคลัง ทำให้การขยายตัวของสินเชื่อไตรมาส 4 น่าจะดีที่สุดของปี
หุุ้นพุ่งเก็งกลุ่มแบงก์-เพดานหนี้สหรัฐ
ส่วนภาพรวม ตลาดหุ้นวานนี้ (8 ต.ค.) ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแรงตลอดวัน ตามตลาดหุ้นในภูมิภาค ระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นสูงสุดที่ระดับ 1,437.87 จุด ปรับต่ำสุดที่ระดับ 1,411.11 จุด และมาปิดตลาดที่ระดับ 1,434.06 จุด ปรับขึ้น 19.44 จุด หรือ 1.37% มูลค่าการซื้อขาย 35,917.16 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติมียอดซื้อสุทธิเล็กน้อย
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นปรับขึ้นค่อนข้างแรงจนน่าแปลกใจ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ยังไม่ได้มีความชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องเพดานหนี้ในสหรัฐ สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยจากนี้คงคาดการณ์ทิศทางค่อนข้างยาก เพราะตลาดจะผันผวนมาก พร้อมที่จะปรับขึ้น และปรับลง บนปัจจัยเดียวกัน จนกว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องสถานการณ์ต่างๆ
ดังนั้นในการลงทุนช่วงนี้จึงไม่เหมาะที่จะเพิ่มการลงทุนในพอร์ตการลงทุนหลัก แต่เหมาะสำหรับซื้อขาย หรือเทรดดิ้งรายวันตามกระแส โดยกลุ่มที่แนะนำให้ลงทุน เป็นกลุ่มที่มีผลตอบแทนการลงทุนดีในช่วงไตรมาส 4 ตามฤดูกาล ประกอบด้วยกลุ่มท่องเที่ยว การบิน และการโรงแรม เพราะเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว
"ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นแรง แต่อีกวันอาจจะปรับลงแรงได้ โดยนักลงทุนที่มีการซื้อขายค่อนข้างมากในช่วงนี้เป็นบัญชีของบล. ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศ และนักลงทุนต่างชาติยังไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง กรอบการลงทุนในวันนี้ มองแนวต้านที่ระดับ 1,450 จุด แนวรับที่ระดับ 1,420 จุด"
สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ไม่ได้เติบโตมากกว่าไตรมาสที่ผ่านมา เช่นกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีกำไรเติบโตกว่าไตรมาสก่อนหน้าประมาณ 3% แต่กลุ่มที่อาจจะเติบโตมากคือกลุ่มพลังงาน เนื่องจากในช่วงไตรมาส 2 มีการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน แต่ในช่วงไตรมาส 3 ไม่มีการขาดทุนในส่วนนั้นแล้ว ทำให้ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3 มีการเปลี่ยนแปลงมาก
ด้านน.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยเดิมๆ ในเรื่องขยายเพดานหนี้สหรัฐ ซึ่งช่วงนี้จะ มีความผันผวน แล้วแต่ข่าวที่จะเข้ามาในแต่ละวัน อย่างตอนนี้ก็มีข่าวว่าโอบามา เริ่ม มองหาทางออกด้านอื่นๆ ไม่ใช่ใช้คะแนนเสียงในสภา จึงทำให้มีการเก็งกำไรเข้ามา
นอกจากนี้ ยังมีแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาในหุ้นกลุ่มแบงก์ ซึ่งคาดว่าเป็นการซื้อเก็งกำไรในงบการเงินไตรมาส 3/56 ที่ใกล้จะทยอยประกาศออกมา สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในวันนี้คาดว่าตลาดหุ้นจะยังมีความ ผันผวน ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าเกี่ยวกับการเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐ ที่จะเข้ามาว่าจะ เป็นอย่างไร








