กูรูด้านคอร์รัปชันหนุนภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ มีบทบาทมากขึ้นในโครงการลงทุนพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลไทย
ในงานสัมมนาการปฏิบัติการร่วมกันต่อต้านการคอร์รัปชัน ครั้งที่ 4 วานนี้ (8 ต.ค.) ซึ่งมีหัวข้อเรื่อง "รูปแบบการทำงานเพื่อธรรมาภิบาลการดำเนินการของภาคเอกชนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ" ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันขจัดปัญหาคอร์รัปชัน จากทั้งในและต่างประเทศมาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็น และมีบางส่วนเห็นสอดคล้องกันว่า ภาคเอกชนควรมีบทบาทมากขึ้น ในการเป็นผู้นำและผู้ช่วยเหลือภาครัฐ ในการสร้างธรรมาภิบาลให้กับการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ
โดย นายอาลี อดัมส์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเอเชียตะวันออก จาก ฮัลโครว-บริติช แสดงความเห็นว่า ความพยายามลดการคอร์รัปชัน ปรับกฎระเบียบให้เกิดความโปร่งใสในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงโครงการ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลไทย ภาคเอกชนควรแสดงบทบาทให้มากขึ้น
การคัดเลือกซัพพลายเออร์ ที่ต้องทำตามกฎระเบียบ เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนสามารถทำได้ ขณะที่ประเด็นคอร์รัปชันทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนมีบทบาทช่วยแก้ไขได้เพราะภาครัฐคงดูแลไม่ได้ทั้งหมด
จากประสบการณ์ของเขา การเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชน ช่วยให้เกิดการคานอำนาจสมดุล เป็นวิธีหนึ่งนำมาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้าง และภาคเอกชนนำมาใช้ช่วยสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐได้
ฮัลโครว-บริติชถือเป็นองค์กรที่ปรึกษาขนาดใหญ่ ต้องการเห็นความโปร่งใส ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เมื่อภาคเอกชนอยากลงทุนในแต่ละโครงการ ต้องคาดการณ์ก่อนว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และเวลายื่นซองประมูล การอยากรู้กระบวนการกับเกณฑ์คัดเลือกว่าโปร่งใสเพียงใดนั้นเรื่องเหล่านี้ถือว่าสำคัญ
"เราซึ่งเป็นภาคเอกชนมุ่งร่วมมือกับภาครัฐในการลงทุนอย่างโครงการเมกะโปรเจค รัฐเปิดกว้างแต่ปัญหาอยู่ที่มีผู้เล่นไม่กี่ราย รัฐต้องเปิดช่องให้มีกระบวนการเกณฑ์คัดเลือกโปร่งใส ปลดล็อกเปิดช่องให้บริษัทต่างชาติเข้ามาแข่งขัน และอยากให้คนที่เข้ามาร่วมช่วยกันแก้ปัญหา"
จี้เอกชนหยุดจ่ายใต้โต๊ะ
ด้าน นายสุเมธ องกิตติกุล นักวิจัยอาวุโสสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า บทบาทภาคเอกชนในกระบวนการต่อต้านการคอร์รัปชันและการลงทุนโครงการเมกะโปรเจค ว่า สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้การคอร์รัปชันเกิดขึ้นน้อยลง หากเอกชนพร้อมหรือไม่ยินยอมจ่ายใต้โต๊ะ ถ้าเลิกทำ จะช่วยหยุดวงจรอุบาทว์ไม่มีการคอร์รัปชันในอนาคตอีก
การคัดเลือกโครงการ และความเป็นไปได้ในการจัดทำกระบวนการคัดเลือกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในอดีตมีความพยายามหลีกเลี่ยงกระบวนการคัดเลือกศึกษาความเป็นเป็นไปได้ทำแบบซิกแซ็ก และจำเป็นต้องมีองค์กรคอยตรวจสอบด้วยการมีส่วนวิจัยข้อมูล
"ในแง่การลงทุนสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐาน มีโอกาสเกิดการคอร์รัปชัน เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ ต้องเปรียบเทียบโครงการพิจารณาและสัญญาที่เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นสัญญาหลายทอดจะซับซ้อนมาก ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ต้องทำให้กระบวนการโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การต่อต้านการคอร์รัปชัน"
ขณะที่ นางชิกา จา นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ให้ประสบการณ์จากเอดีบี ว่า จะประเมินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในแนวทางปฏิบัติที่ว่าโครงการมีปัญหาอย่างไร และดูการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนว่าเป็นอย่างไร ให้ความสำคัญกับการเลือกโครงการกับความเหมาะสมของโครงการด้วย
เอกชนไทยทุจริตเพื่อการอยู่รอด
โดย นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ บอกว่า การคอร์รัปชันในไทย จากการเก็บข้อมูล พบว่า การทุจริตส่วนใหญ่เกิดจากสภาพแวดล้อมบังคับให้ต้องทำการทุจริต เพื่อให้แข่งขันกับผู้อื่นได้
"จากข้อมูล พบว่า ปัญหาทุจริตส่วนใหญ่ 64% เป็นเรื่องเลี่ยงภาษี รองลงมา 11% คือฮั้วประมูล และ 8% ถ่ายโอนทรัพย์สินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนไปยังบริษัทลูก แสดงให้เห็นว่าเอกชนที่ทำการทุจริต จำเป็นต้องทำ เพราะไม่เช่นนั้นจะแข่งขันกับบริษัทอื่นไม่ได้"
โทษการทุจริตค่อนข้างเบา ส่วนใหญ่จะมีโทษปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท จนถึง 1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้หากทำทุจริตหลักหลายร้อยล้าน หรือพันล้านบาท ก็ยังมีความคุ้มค่า และจากสถิติของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ดำเนินคดีกับบริษัทจดทะเบียน ที่กระทำผิดตั้งแต่ปี 2535-2552 ทั้งหมด 220 ราย มีเพียง 12 ราย หรือคิดเป็น 5% เท่านั้นที่ถูกลงโทษ
ปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องทุจริต เพราะหากไม่ทำการทุจริต แต่คนอื่นทุจริต ก็จะทำให้ไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน ดังนั้นถ้าจะป้องกันการทุจริต ต้องทำให้ทุกภาคส่วนออกจากการทุจริตพร้อมกัน จึงต้องสร้างสิ่งดึดดูดให้เอกชนไม่ทำการทุจริต
"สิ่งที่จะดึงดูด คือ ต้องหาสิ่งตอบแทนเพื่อชักจูงให้บริษัทเหล่านี้ ไม่สนใจทำทุจริต ปัจจุบันเริ่มจัดอันดับบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี เพื่อแยกออกจากบริษัทที่ไม่ดี และส่งเสริมให้นักลงทุนได้ลงทุนในบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี หรือให้ประชาชนอุดหนุนบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี เพื่อตอบแทนบริษัทเหล่านี้ โดยต้องดูตัวอย่างในประเทศที่มีประชาธิปไตยมายาวนาน ซึ่งประเทศเหล่านี้จะมีระบบการแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่มีเสถียรภาพ"
ส่วน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาการซื้อขายหุ้นไทย มักถูกนักวิเคราะห์ปรับประมาณการที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการคอร์รัปชันด้วย และปัญหาคอร์รัปชัน ยังเป็นเรื่องสำคัญต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และส่งผลกระทบต่อการปรับอันดับเครดิตเรทติ้งของสำนักต่างๆ ด้วย ส่งผลให้เอกชนมีต้นทุนดอกเบี้ยที่สูง
ทั้งนี้ ต่างจากบริษัท หรือรัฐวิสาหกิจที่ไม่เข้าทำการจดทะเบียน รวมไปถึงนิติบุคคลอีกกว่า 5 แสนรายทั่วประเทศ ที่ไม่สามารถเข้าไปทำการตรวจสอบได้ บริษัทเหล่านี้ อาจมีงบการเงินมากกว่า 1 งบการเงิน เพื่อใช้ในการธุรกรรมต่างๆ โดยการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ในส่วนของตลาดทุนได้แก้ปัญหามาต่อเนื่อง เช่น การขอความร่วมมือกับนักวิเคราะห์ ให้วิเคราะห์บริษัทที่มีคะแนนธรรมาภิบาลที่ดี หากบริษัทไหนเสี่ยงทุจริต ก็จะเขียนลงในบทวิเคราะห์
ส่วนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ก็เริ่มมีกองทุนที่เข้าลงทุนในบริษัทที่มีคะแนนธรรมาภิบาลที่ดีเท่านั้น ถ้าต้องการให้การทุจริตมีปริมาณลดลง ต้องตั้งหน่วยงานเพื่อประเมินความโปร่งใส หากบริษัทเหล่านี้ผ่านการประเมิน ก็สามารถเข้าประมูลงานของรัฐบาลได้ หรืออาจขอให้ธนาคารพาณิชย์ ระงับการปล่อยสินเชื่อกับบริษัทที่ส่อว่าจะทุจริต ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้
ป.ป.ช.คาดคอร์รัปชันลดจากกฎหมายใหม่
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันน่าจะลดลง จากกฎหมายใหม่ที่ออกมาเปิดทางให้ภาคประชาชนเข้าไปตรวจสอบมากขึ้น
"อนาคตน่าจะลดลง เพราะว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ให้หน่วยงานภาครัฐเปิดเผยราคากลาง และวิธีการคิดราคากลางที่โปร่งใสผ่านอินเทอร์เน็ต และให้ภาคเอกชนที่ประมูลงานภาครัฐ ต้องเปิดเผยรายรับรายจ่ายกับสรรพากร จะช่วยลดปัญหาทุจริต เพราะภาคประชาสังคมเข้ามาตรวจสอบได้มากขึ้น"
ด้าน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า กำลังเจรจาภาครัฐประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการเข้าไปมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการตรวจสอบ ซึ่งเจรจาหลายครั้งแล้ว แต่ยังติดขัดหลายปัญหา เพราะเห็นไม่ตรงกันในการตั้งคนกลางตรวจสอบ
"ร่างของรัฐให้บริษัทเอกชนเป็นผู้คัดเลือกคน เพื่อเลือกเป็นกรรมการตรวจสอบ แต่เห็นว่าควรจะเอาคนกลางมาตรวจสอบเลย จึงยังไม่มีความชัดเจน แต่น่าจะใช้ได้ปีนี้ หากเจรจาแล้วเห็นตรงกันก็ประกาศได้เลย"
นายประมนต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้นำร่องโครงการนำร่องรถเอ็นจีวี 4,000 คัน เข้าไปตรวจสอบแล้ว เพราะว่ารัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติให้ร่วมตรวจสอบได้









