นายกฯผลักดันความยั่งยืนด้านน้ำ-อาหารในที่ประชุม APEC ระบุไทยพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ให้กับสมาชิกเอเปค
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการหารือระหว่างอาหารกลางวันของผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ในหัวข้อ "การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยความเท่าเทียม - ความมั่นคง ทางอาหาร น้ำ และพลังงาน" นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวเห็นด้วยกับหัวข้อในการหารือว่าเป็นแนวทางของเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เดินมาถูกทางแล้ว เพราะเมื่อมีความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความท้าทายของไทยในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ที่จะต้องเปลี่ยนความท้าทายเหล่านั้นให้เป็นโอกาสที่นำน้ำมาใช้เพื่ออุตสาหกรรม เกษตรกรรม รวมถึงกระบวนการแปรรูปอาหาร ดังนั้นถ้าในภูมิภาคมีระบบการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพร่วมกัน จะนำมาซึ่งความยั่งยืนทางอาหาร เห็นได้จากการลงทุนมูลค่า 350,000 ล้านบาทของไทยเพื่อบริหารจัดการน้ำ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มศักยภาพของไทยในการรับมือกับวิกฤติน้ำทุกรูปแบบ ซึ่งไทยพร้อมจะแบ่งปันความรู้ให้กับสมาชิกเอเปค
ขณะเดียวกันประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแสวงหาความร่วมมือด้านน้ำ จึงเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมสุดยอดด้านน้ำของเอเชียแปซิฟิคเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการแบ่งปันประสบการณ์การบริหารจัดการน้ำร่วมกัน นอกจากนี้ช่วงต้นปี 2557 ไทยเตรียมจัดการประชุมการบริหารจัดการน้ำในระดับภูมิภาคภายใต้หัวข้อ “การประชุมนานาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนในล้านช้าง-ลุ่มน้ำโขง เพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมเอเปคที่วลาดิวอสต็อก รัสเซีย เมื่อปีที่แล้วได้หยิบยกความสำคัญของการเพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บอาหาร ลดกระบวนการสูญเสียระหว่างห่วงโซ่อุปทาน รวมไปถึงการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ทำให้ประเทศไทยเริ่มวางแผนการบริหารจัดการภาคการเกษตรให้เหมาะสมตามแต่ละภูมิภาคด้วยแนวทางเกษตรโซนนิ่ง เพราะจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตรที่เหมาะสม การผลิตจากอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพิ่มสูงขึ้น ช่วยลดต้นทุน รวมไปถึงการใช้ที่ดินอย่างเต็มศักยภาพ โดยรัฐบาลไทยจะบริหารจัดการเกษตรโซนนิ่งให้สอดคล้องกับการลงทุนบริหารจัดการน้ำ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้พื้นที่การเกษตรได้รับการปกป้องจากภัยธรรมชาติในอนาคตแล้ว ยังช่วยให้สินค้าเกษตรถูกส่งต่อไปยังโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างสะดวก อันจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืน ของสมาชิกเอเปคและของโลกในยามปกติ และยามวิกฤติ
การหารือระหว่างอาหารกลางวันของผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่บาหลี อินโดนีเซีย เป็นภารกิจสุดท้ายของนายกรัฐมนตรีในการประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค โดยหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางต่อไปยังบันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม เพื่อร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 23








