ธุรกิจอาหารแสนล้าน"อ่วม" 9เดือนแรกโตต่ำกว่าเป้า ผลพวงศก.ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนพุ่ง กำลังซื้อผู้บริโภคลดฮวบ "อำพลฟูดส์"เลวร้ายที่สุดในรอบ25ปี
กำลังซื้อที่ชะลอตัวอย่างมาก ได้ส่งผลกระทบต่อหลายธุรกิจ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจอาหารมูลค่านับแสนล้านบาทต่อปี ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต ที่ยอดขายในช่วง 9 เดือนแรกโตต่ำกว่าเป้าหมาย บางรายถึงขั้นออกอาการย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
นายเกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดกะทิรายใหญ่แบรนด์ชาวเกาะ เครื่องแกงพร้อมปรุงรอยไทย ยอมรับยอดขายทั้งในประเทศและส่งออกของบริษัทช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาว่า ชะลอตัว 10% ซึ่งเติบโตต่ำกว่าเป้าค่อนข้างมาก จากคาดการณ์ทั้งปีเติบโต 15% และมีรายได้แตะ 3,000 ล้านบาท แต่ผลจากสถานการณ์ดังกล่าว จะส่งผลสิ้นปีมีรายได้ไม่เกิน 2,400 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 600 ล้านบาท
การเติบโตของธุรกิจปีนี้ถือว่าเลวร้ายสุดในรอบ 25 ปี เพราะปกติไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่ธุรกิจอาหารยังคงเติบโตได้ เพราะเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน
"ยอดขายลดลงมากทั้งในประเทศและส่งออก ผมไม่เคยเจอ จากการหารือกับผู้ประกอบการรายอื่นก็เป็นเหมือนกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดตั้งแต่ทำธุรกิจมา กำลังซื้อผู้บริโภคหายไปหมด จากภาวะหนี้ครัวเรือน ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยลดลง"
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4 ตลาดเริ่มฟื้นกลับมา ซึ่งเป็นปกติเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูกาลขาย (ไฮซีซัน) แต่บริษัทไม่ได้จัดกิจกรรมเป็นพิเศษ นอกจากเน้นทำตลาดน้ำแกงพร้อมปรุง เพื่อสร้างการรับรู้วิธีการใช้สินค้ามากขึ้น
ขณะที่การส่งออกเริ่มฟื้นตัวทั้งตลาดยุโรปและสหรัฐ ส่วนกรณีสหรัฐปิดสถานที่ราชการ กระทบส่งออกไม่มากนัก แต่ห่วงการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐ หากขยายไม่ได้ สหรัฐอาจถูกลดเครดิตเรทติ้ง ทำให้เงินไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยอีกครั้ง และจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ถึงตอนนั้นจะส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกโดยรวมของไทยอีกครั้ง
ภาพรวมธุรกิจปีนี้ย่ำแย่ แม้ตลาดไตรมาส 4 จะดีขึ้น แต่ไม่สามารถฟื้นยอดขายทั้งปีได้ เพราะไตรมาส 4 เติบโต 1-2% จึงเร่งวางยุทธศาสตร์ธุรกิจและการทำตลาดปี 2557 เข้มข้น เพื่อสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้น ทั้งออกสินค้านวัตกรรม และวางแผนเพิ่มฐานการผลิตในอาเซียน โดยศึกษาการลงทุนตั้งโรงงานในพม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย เพราะมีแหล่งวัตถุดิบและค่าแรงต่ำ หลังจากที่ผ่านมาได้ปูทางสร้างแบรนด์ ซึ่งช่วยผลักดันส่งออกเป็น 50% จาก 30%
"พีเอฟพี" ยอดขายต่ำเป้า
ด้านนางสาวเมตตา ปราบสุธา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเอฟพี เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตอาหารแช่แข็ง กล่าวว่า ยอดขายอาหารแช่แข็งแบรนด์พีเอฟพีช่วง 9 เดือน เติบโตราว 7-8% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 15% ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่เศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว จึงทำให้ยอดขายปรับตัวลดลง
สำหรับยอดขายที่ลดลงมาจากทั้ง 2 ส่วน ได้แก่ การจำหน่ายสินค้าไปถึงผู้บริโภคโดยตรง (บีทูซี) และการจำหน่ายต่อไปยังภาคธุรกิจ (บีทูบี) โดยธุรกิจบีทูบี มีสัดส่วนสูงถึง 65% แต่เมื่อเครือข่ายธุรกิจร้านอาหาร (เชน ฟู้ดส์) หดตัวลง ทำให้การสั่งซื้อสินค้าลดลงไปด้วย เริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่เดือนพ.ค. แต่ไตรมาส 4 ตลาดเริ่มปรับตัวดีขึ้น เพราะเป็นไฮซีซันที่ผู้ประกอบการทุกรายจัดกิจกรรมปลุกตลาด
"ธุรกิจปีนี้เหนื่อย ยอดขายบีทูบีลดลง 20-30% เมื่อลูกค้ารับประทานอาหารนอกบ้านลดลง ส่งผลต่อยอดขายของเชนร้านอาหารในศูนย์การค้า สุกี้ หรือโต๊ะจีนต่างๆ ลดลง ทำให้ลูกค้าสั่งสินค้าลดลง เช่น อาหารทะเล จากที่เคยสั่ง 600-700 ตัน ลดไป 30% และเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ลดลง 50% ส่วนยอดขายบีทูซีเติบโตน้อยลง เพราะอาหารแปรรูปไม่ใช่อาหารจานหลัก เป็นเมนูเสริม จึงได้รับผลกระทบ แต่ภาพรวมยอดขายปีนี้ไม่ได้เลวร้ายที่สุด แต่ต่ำกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งยอดขายจะเติบโตก้าวกระโดด 20%"
ไตรมาส 4 บริษัททุ่มงบ 15 ล้านบาท จัดแคมเปญใหญ่รอบ 5 ปี เพื่อจูงใจเร่งปั๊มยอดขายมากขึ้น และกระตุ้นตลาดช่วงโค้งสุดท้ายที่คาดจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปกติตลาดโต 15%
ไตรมาส 4 ร้าน QSR แข่งเดือด
ส่วน นายสุวัฒน์ ทรงพัฒนะโยธิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ผู้บริหารร้านเชสเตอร์ กล่าวว่า 9 เดือนที่ผ่านมา ธุรกิจเครือข่ายอาหารบริการด่วน (QSR) มูลค่าตลาดราว 9.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 10% ต่ำกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโต 12-14% โดยภาพรวมตลาดเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เพราะเดือนพ.ค. เข้าสู่การเปิดเทอม ทำให้การใช้จ่ายลดลง ประกอบกับเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมก็ชะลอตัว
ขณะที่ร้านเชสเตอร์มียอดขายเติบโต 12% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโต 15% ทำให้ช่วงโค้งสุดท้ายของปี บริษัททุ่มงบ 40 ล้านบาท แบ่งเป็นงบปรับปรุงสาขาเดิม 7 สาขา และอีก 20 ล้านบาท เพื่อจัดโปรโมชั่นการตลาด ลดราคาพิเศษเพื่อจูงใจลูกค้า เพิ่มงบโฆษณา และออกสินค้าใหม่อีก 1 เมนู เพื่อกระตุ้นยอดขาย
"ตลาดร้านอาหารบริการด่วนไตรมาส 4 คาดจะแข่งขันกันคึกคัก เมื่อภาพรวมตลาดเติบโตลดลง ทุกรายต้องงัดโปรโมชั่นแข่งขัน แต่ละรายมีทั้งลดราคา 50% ซื้อ 1 แถม 1 เป็นต้น ส่วนธุรกิจร้านอาหารที่เติบโตน้อย แต่ไม่ถือว่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่อาหารเป็นสิ่งจำเป็น ควรจะขยายตัวมากกว่านี้ ขณะที่ปีก่อนตลาดรวมเติบโตมากถึง 14-15% ส่วนเชสเตอร์ ยอดขายเริ่มตกลงตั้งแต่ 1-2 เดือนที่ผ่านมา จากครึ่งปีแรกยอดขายโตตามเป้า"
ยอดขายเชสเตอร์ปีนี้ คาดจะอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท เติบโตได้ 12% จากปีก่อนมียอดขาย 1,400-1,500 ล้านบาท และจากสถานการณ์ปีนี้ทำให้บริษัทวางแผนบุกตลาดปีหน้าโดยมุ่งขยายเพิ่มอีก 15-20 สาขา ใกล้เคียงปีนี้ จากปัจจุบันมี 180 สาขาทั่วประเทศ
โออิชิ อัดแคมเปญ ดันกำลังซื้อ
นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า บริษัทจัดแคมเปญต่อเนื่อง เพราะต้องการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง จึงทำให้ธุรกิจร้านอาหารในเครือของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบยอดขายซบเซาเหมือนบริษัทอื่น ขณะที่ไตรมาสสุดท้าย บริษัทใช้งบการตลาด 50 ล้านบาท จากงบทั้งปี 200 ล้านบาท ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จัดรายการพิเศษ "Fly me to Japan"
ภาพรวมธุรกิจอาหารของไทยถือว่ามีมูลค่านับแสนล้านบาท อาทิ ธุรกิจบริการเกี่ยวกับอาหารมีมูลค่ากว่า 6.69 แสนล้านบาท อาหารแช่แข็งมีมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท มูลค่าตลาดมะพร้าวมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท ตลาดกะทิสำเร็จรูปยูเอชทีมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท มูลค่าอาหารพร้อมทาน (เรดี้ ทู อีท) กว่า 6,500-7,500 ล้านบาท และตลาดเครื่องปรุงรสมูลค่ากว่า 5,600 ล้านบาท เป็นต้น
ผู้บริโภคชะลอซื้อมือถือราคาแพง
นายโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของงาน "ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2013 โชว์เคส" มีจำนวนผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้นกว่า 20% ซึ่งเป็นระดับที่น่าพอใจ เมื่อเทียบกับการจัดงานช่วงกลางปีที่ผ่านมาที่มีจำนวนผู้เข้าชมงานลดลงไปถึง 18%
ยอดเงินสะพัดภายในงานกระเตื้องขึ้นกว่า 15% รวมเม็ดเงิน 1.56 พันล้านบาท เพราะว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ตั้งใจมาซื้อผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ ที่เปิดตัวในงาน ส่วนเหตุผลที่ยอดเงินสะพัดภายในงานเติบโตไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้เข้าชมงาน เพราะว่าผู้บริโภคส่วนหนึ่งยังคงชะลอการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูง หันไปเลือกซื้อสินค้าล้างสต็อก ราคาพิเศษ รวมไปถึงสินค้าในกลุ่มแกดเจ็ท สินค้าไอทีและอุปกรณ์เสริม การเลือกซื้อสมาร์ทโฟนของผู้เข้าชมงานครั้งนี้ พุ่งเป้าไปสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ๆ และรุ่นเก่าที่นำมาลดราคาพิเศษ









