ก.พาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อเดือนก.ย.เพิ่มขึ้นร้อยละ1.42 อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ผู้บริโภครู้สึกว่าข้าวของแพงขึ้น สวนทางตัวเลขเงินเฟ้อ
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (1 ต.ค.) กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.42 จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.16 จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ทั้งๆ ที่มีการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า ค่าทางด่วน และเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ในขณะที่ทุกวันนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่คงรู้สึกได้ว่าข้าวของแพงขึ้นอย่างมาก สวนทางกับตัวเลขเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ
ปัญหาอัตราเงินเฟ้อ ไม่สะท้อนค่าครองชีพที่แท้จริง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายๆประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อได้ถูกคำนวณมาจากการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการหลากหลายชนิด ซึ่งมีทั้งสินค้าที่ราคาไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง (ค่าทางด่วน ค่าโทรศัพท์) สินค้าที่ถูกควบคุมราคาโดยรัฐบาล (ไข่ไก่ แบตเตอรี่ ปูนซีเมนต์) และสินค้าที่ราคามีความผันผวนสูง (อาหารสด น้ำมัน) ดังนั้น อัตราเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นไม่มากจึงเป็นผลมาจากการราคาสินค้าในกลุ่มที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาหรือถูกควบคุมราคา ในขณะที่ค่าครองชีพของผู้บริโภคที่สูงขึ้น เป็นผลมาจากการปรับขึ้นของราคาสินค้าชนิดใดๆ ที่ผู้บริโภคทำการบริโภค ซึ่งอาจไม่ถูกนำมาคำนวณในดัชนีราคาผู้บริโภค (เช่น ราคาอาหารในร้านอาหารในย่านธุรกิจ) ดังนั้น ผู้บริโภคแต่ละรายอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมการบริโภค เมื่ออัตราเงินเฟ้อกับค่าครองชีพไม่สอดคล้องกัน จะเกิดอะไรขึ้น?
จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่าค่าครองชีพค่อนข้างมาก (ประเมินจากราคาในหมวดอาหารและพลังงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 5.6 จากช่วงเดียวกันปีก่อน เทียบกับอัตราเงินเฟ้อในช่วงเดียวกันที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.36) อาจก่อให้เกิดปัญหาในหลายๆ ด้าน
ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบัน ธปท. ยังคงใช้กรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงาน) ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและพลังงานมีผลอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย โดยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2553 ครัวเรือนทั่วประเทศมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มเฉลี่ยร้อยละ 34.6 และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางและยานพาหนะร้อยละ 18.9 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด กล่าวคือ กว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายของครัวเรือนทั่วประเทศเกี่ยวข้องกับหมวดอาหารและพลังงาน
ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงมีโอกาสไม่สอดคล้องกับภาวะค่าครองชีพ ในส่วนของผู้เกษียณอายุที่มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก ก็จะได้รับผลกระทบจากการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำตามอัตราเงินเฟ้อ ทางด้านบริษัทต่างๆ ก็อาจวางแผนธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น ต้นทุนการผลิต กลยุทธ์ด้านราคา เป้าหมายรายได้ ฯลฯ
สำหรับในระยะยาว หากค่าครองชีพอยู่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดปัญหาความไม่สมดุลระหว่างรายได้กับรายจ่ายในอนาคต และส่งผลต่อเนื่องถึงการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือน ซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 52 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตัวอย่างเช่น บริษัทเอกชนส่วนใหญ่มักจะปรับเงินเดือนโดยอ้างอิงจากอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น หากค่าครองชีพสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อต่อเนื่อง ความสามารถในการบริโภคของผู้บริโภคก็จะลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนของการบริโภคในจีดีพีลดลง และนำไปสู่ความไม่สมดุลในโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคตได้ ซึ่งต่างไปจากเป้าหมายของภาครัฐที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนของการบริโภคในจีดีพีให้มากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ปัญหาค่าครองชีพจึงเป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม เพราะนอกจากมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดความไม่สมดุลในระบบเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาค่าครองชีพอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ได้อีกมาก เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคม ซึ่งอาจยากต่อการแก้ไข และทำลายเศรษฐกิจโดยรวมได้









