"รัฐต้องเร่งผลักดันการค้าชายแดนให้เป็นแกนหลักของเศรษฐกิจไทย": ไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษาสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก หากประเทศคู่ค้ารายใหญ่ประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทยด้วยเช่นกัน ภาครัฐและเอกชนจึงต้องเร่งหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนมูลค่าการค้าที่ลดลง
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษาสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าคาดว่าสภาพเศรษฐกิจของคู่ค้าหลัก 3 ประเทศ คือ สหรัฐ สหภาพยุโรปหรืออียู และญี่ปุ่นจะยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ เห็นได้จากการผลักดันโครงการต่างๆของทั้ง 3 ประเทศในช่วงที่ผ่านมานั้น ไม่มีโครงการใดประสบผลสำเร็จ โดยในปีนี้ญี่ปุ่นประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างมากจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง และสินค้าที่เคยส่งออกในตลาดจีนลดลงด้วยเช่นกัน
"ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาญี่ปุ่นมีการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ในญี่ปุ่นประสบภาวะถดถอย ไม่มีโอกาสหากำไรได้อย่างมากมายเหมือนทุกปีที่ผ่านมา การจ่ายโบนัสต่างๆจึงไม่สามารถจะคาดหวังได้"
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังเห็นว่าเศรษฐกิจของไทยถูกขับเคลื่อนโดยการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลหลักจะต้องนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์ เพื่อปรับแผนการส่งออก โดยภาคเอกชนเห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการค้าชายแดนให้มากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม ซึ่งมีมูลค่าการค้าหลบอยู่ตามแนวชายแดนมากกว่าปีละล้านล้านบาท
การค้าตามแนวชายแดนเหล่านี้มีมูลค่าสูงมากในแต่ละปี แต่ปัจจุบันยังมีภาระแฝง เช่นระบบการขนส่งยังไม่เอื้ออำนวยหรือไม่สะดวกเท่าที่ควร บางพื้นที่ยังเป็นถนนสองช่องจราจร แรงงานยังไม่ได้รับการดูแล ส่งผลให้ต้นทุนการค้าสูงขึ้น อำนาจการแข่งขันกับสินค้าของจีนจึงลดลง หากรัฐบาลให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการค้าชายแดนโดยปรับโครงสร้างระบบโลจิสติกส์ให้ดีขึ้น จะส่งผลให้การส่งออกในแถบนี้ปรับตัวสูงขึ้น
ในปัจจุบันการขนส่งสินค้าในประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังขาดการเชื่อมโยงเข้าสู่เมืองหลวง ทำให้สินค้าของไทยมีการวางจำหน่ายตามแนวชายแดน หากรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศร่วมมือปรับระบบโลจิสติกส์ร่วมกันเพื่อเพิ่มความสะดวกในการขนส่ง ไม่มีการตรวจสอบสินค้าระหว่างการขนส่งซึ่งปัจจุบันใช้เวลานานกว่าครึ่งวัน จะทำให้สินค้าไทยในตลาดแถบนี้มากขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการยังสามารถซื้อวัตถุดิบกลับเข้ามาในประเทศได้แทนการวิ่งรถเที่ยวเปล่า
นอกจากนี้ รัฐบาลควรสำรวจพ่อค้าหรือผู้ประกอบการแนวชายแดนเหล่านี้ เพื่อยกระดับให้สามารถได้รับการคืนภาษี 7% เช่นเดียวกับผู้ส่งออกทั่วไป เพื่อให้ต้นทุนสินค้าของไทยลดลงสามารถแข่งขันกับสินค้าราคาถูกของจีนได้ ซึ่งปัจจุบันสินค้าของไทยเป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคเหล่านี้อยู่แล้ว หากราคาสินค้าปรับลดลงอีกจะส่งผลให้ไทยสามารถขยายตลาดได้มากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคระดับล่างที่มีจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการปูทางเพื่อเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ในอนาคตที่ทุกประเทศในโลกต่างมุ่งเจาะตลาดเหล่านี้เพราะมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้น
สำหรับแนวทางการเจาะกลุ่มตลาดดังกล่าว ไทยควรอาศัยความเชื่อมั่นต่อตัวสินค้าที่มีอยู่สร้างความเชื่อมั่นให้กับสกุลเงินบาทของไทย โดยการประกาศให้มีการซื้อขายด้วยเงินบาท ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของค่าเงินลดลง โดยปัจจุบันการค้าตามแนวชายแดนซื้อขายโดยใช้เงินบาทและซื้อขายด้วยเงินสดทำให้การค้ามีความคล่องตัวสูงมาก
"สิ่งแรกที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือการแยกแยะการค้าแนวชายแดน จัดกลุ่มผู้ประกอบการและรายการสินค้า เพื่อเป็นหัวหอกในการเดินหน้าผลักดันการค้านี้ให้เป็นแกนนำหลักของเศรษฐกิจไทย และเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เพราะในอนาคตผู้ประกอบการของไทยจะพึ่งพาการส่งออกในสหรัฐ อียู และญี่ปุ่นไม่ได้แล้ว"
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถปรับตัวได้เร็วในเรื่องการค้าชายแดน รวมทั้งไม่มีปัญหาด้านการเมือง ไม่มีการชุมนุม ไม่มีการแยกสีต่างๆ จะส่งผลให้การส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีมูลค่าถึง 2.5 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้การส่งออกปีนี้ของไทยเป็นไปตามเป้าคือขยายตัว 2.5% ทั้งหมดนี้สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯได้เสนอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้ว โดยหวังว่าจะได้รับการผลักดันให้เป็นผลทางปฏิบัติ









