ราคาทองทรุดต่ำสุดรอบ 2 เดือน กังวลสหรัฐปิดหน่วยงานรัฐ และอาจไม่ลดคิวอีเร็วๆ นี้ "ฟิทช์"มองทองคำเป็นขาลงยาว มีสิทธิแตะ 1 พันดอลลาร์/ออนซ์
บริษัทฟิทช์ เรทติ้งส์ระบุว่า การปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐ และการคาดการณ์เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้แทบไม่มีโอกาสที่ราคาทองจะดีดตัวขึ้นในช่วงหลายปีข้างหน้า ขณะที่ราคาทองอาจจะดิ่งลงอีก ราคาทองร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนในช่วงเช้าวานนี้ (2 ต.ค.) หลังจากมีคำสั่งขายล็อตใหญ่ในตลาดนิวยอร์ก ซึ่งทำให้ราคาดิ่งลงต่ำกว่าระดับ 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา
ขณะที่แรงซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้ชะลอตัวลง หลังจากมีการคาดว่าสหรัฐจะปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลเพียงในช่วงสั้นๆ และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้ผลิตทอง รวมถึงการคาดการณ์ราคาทองที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ช่วง 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน ทำให้สถานการณ์ราคาทองมีสิทธิ์จะปรับลงไปที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ดังนั้นจะทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของเหมืองทองบางแห่งถูกกดดันอย่างหนัก เมื่อพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางส่งสัญญาณปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ราคาทองอาจจะแตะระดับต่ำสุดครั้งใหม่ที่ต่ำกว่าระดับ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ทั้งนี้ เมื่อ เวลา 09.54 น.ตามเวลาไทย ราคาทองสปอตอยู่ที่ 1,291.51 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังร่วงแตะ 1,280.35 ดอลลาร์ในช่วงแรก และหลังจากที่ทรุดตัวลง 3%เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 56
นายจรณเวท ศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการฝ่ายแนะนำการลงทุน บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส กล่าวว่าราคาทองคำปิดลบ และร่วงลงกว่า 40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการร่วงลงหนักสุดนับตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับข่าวสหรัฐประกาศปิดหน่วยงานบางส่วนของรัฐบาล หลังจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับร่างกฎหมายงบประมาณฉุกเฉิน ผลพวงดังกล่าวจะฉุดราคาทองคำให้ร่วงลงอีก
"ฝ่ายวิจัยมองราคาทองคำในช่วงนี้กลับมาเป็นขาลง ทั้งนี้การปรับตัวลงอย่างรุนแรง ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงเทขายจากนักลงทุนส่วนหนึ่งที่ได้ไม่มองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้นๆ นี้ เนื่องจากมีการมองว่าสหรัฐไม่ต้องต้องการก่อหนี้เพิ่มอันจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ต้องอ่อนค่าลงไปอีก ในทางกลับกัน สถาบันจัดการอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 56.2 ในเดือน ก.ย. จากระดับ 55.7 ในเดือนส.ค. นับเป็นการขยายตัวในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบเกือบสองปีครึ่งนั้น กลับส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เมื่อคืนนี้จึงเป็นสองปัจจัยลบสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงมาอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มหลักในระยะนี้มองว่ายังคงเป็นขาลงอยู่ต่อไป"นายจรณเวทกล่าว
กรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำระยะสั้น แนวรับอยู่ที่ 1270-1260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1300-1315 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นางพรรณงาม อารยวุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คลาสสิก โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำในรอบนี้มีโอกาสปรับตัวลดลงต่อถึงแนวรับ 1,263 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากตลาดคาดว่าปัญหาการคลังของสหรัฐฯ จะเกิดแค่ในระยะสั้น เนื่องจากการปิดหน่วยงานของภาครัฐบาลของสหรัฐฯ ไม่น่าจะปิดนาน และฝ่ายที่เกี่ยวข้องน่าจะหาทางออกได้ในที่สุด เพราะถ้าเกิดความล่าช้าจะกระทบการดำเนินงานการคลังของสหรัฐฯโดยประเด็นดังกล่าวทำให้นักลงทุนทองคำมองว่า สินค้าทองคำจะไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ด้วยประเด็นเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องและหลุดแนวรับสำคัญ 1,320 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดีทิศทางระยะยาวยังขาลง โดยประเมินแนวรับแรกที่ 1,280 1,272 และ 1,263 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านแนวต้านประเมินไว้ที่ 1,300 1,310 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำให้เก็งกำไรฝั่งขายในสินค้าโกลด์ ฟิวเจอร์ส









