ธปท.เผยสภาพคล่อง แบงก์พาณิชย์ ส.ค.พุ่งแตะ 95.7% ตึงสุดรอบ 13 ปี หลังสินเชื่อโตแซงยอดระดมเงินฝาก "เกริก"ชี้ยังไม่น่าห่วง
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลรายงานเศรษฐกิจและการเงิน เดือน ส.ค.56 ที่ผ่านมา พบว่า สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ของระบบธนาคารพาณิชย์ ยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดเดือน ส.ค.อยู่ที่ 95.7% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 94.9% ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี นับจากไตรมาสแรกของปี 2543 ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ 99.15%
สำหรับเงินฝากรวมตั๋วบี/อีของสถาบันรับฝากเงินเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้นประมาณ 8.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 9.5% ตามการชะลอลงของเงินรับฝากที่ธนาคารพาณิชย์เป็นสำคัญ โดยชะลอลงในทุกประเภทผู้ฝาก ยกเว้นเงินรับฝากของผู้ที่มีถิ่นฐานนอกประเทศที่เร่งขึ้น
ส่วนสินเชื่อภาคเอกชนของสถาบันรับฝากเงินอื่นเดือน ส.ค. ขยายตัว 11.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 12.3% ตามการชะลอลงของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์และสินเชื่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ให้แก่ภาคครัวเรือนเป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อที่ให้แก่ภาคธุรกิจค่อนข้างทรงตัว
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า แม้สภาพคล่องของระบบสถาบันการเงินจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่โดยภาพรวมแล้วถือว่ายังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก
ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สภาพคล่องของระบบการเงินไทยมีแนวโน้มตึงตัวขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 เนื่องจากปัจจัยด้านอุปสงค์ต่อสภาพคล่องมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และปัจจัยด้านอุปทานสภาพคล่องมีทิศทางอ่อนแรงลง
“ความต้องการใช้สภาพคล่องระบบการเงิน ประคองตัวในระดับสูงจากหลายภาคส่วน ทั้งการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่น่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นำโดยความต้องการสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียนของลูกค้าผู้ประกอบการที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น จากต้นทุนการผลิตที่เร่งตัวขึ้นตามราคาพลังงานโลกและการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของภาครัฐ”ศูนย์วิจัยกสิกรฯระบุ
นอกจากนี้ ความต้องการสินเชื่อของลูกค้ารายย่อยยังน่าจะขยายตัวได้ โดยเฉพาะสินเชื่อที่สอดคล้องกับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในช่วงท้ายปี เช่น สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่ความต้องการสภาพคล่องจากช่องทางอื่นๆ ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการระดมทุนจากภาครัฐผ่านการออกพันธบัตรและการใช้กลไกสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อดำเนินกิจกรรมกึ่งการคลัง
รวมถึงความต้องการระดมทุนของภาคเอกชน ผ่านการออกตราสารทางเลือกอื่นๆ เช่น การออกหุ้นกู้ การเสนอขายหุ้นทุน ตลอดจนการออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ก็น่าจะมีผลในการดึงสภาพคล่องออกระบบการเงินไทยในระยะถัดไปด้วยเช่นกัน
ส่วนอุปทานของสภาพคล่องในระบบการเงินมีแนวโน้มอ่อนแรงลง ท่ามกลางกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศที่อาจเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่นักลงทุนทั่วโลกยังคงเฝ้ารอสัญญาณและท่าทีที่แน่นอนของเฟดต่อการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ภายใต้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) เพียงแต่แนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2556 ตามการฟื้นตัวของภาคการส่งออกก็คงจะช่วยลดทอนผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้บางส่วน
ทั้งนี้แม้ว่าเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาเสริมสภาพคล่องในระบบการเงินไทยอาจมีทิศทางที่อ่อนแรงลง ผนวกกับความต้องการระดมทุนจากหลายภาคส่วนที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง กดดันให้สภาพคล่องของระบบการเงินไทยในช่วงที่เหลือของปี 2556 ทยอยตึงตัวขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เชื่อว่า กรณีดังกล่าว ธปท. น่าจะบริหารจัดการสภาพคล่องของระบบการเงินผ่านพันธบัตร ธปท. ที่มียอดคงค้างกว่า 3 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือน ส.ค.) ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดตลอดทั้งปี 2556 ได้อย่างไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวล
นอกจากนี้ศูนย์วิจัยฯ คาดว่า คงเห็นการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์เพื่อรับมือกับสภาพคล่องในระบบการเงินที่อาจทยอยตึงตัวขึ้น รวมถึงเพื่อแข่งขันกับช่องทางการออมอื่นๆ เนื่องจากในช่วงท้ายปีผู้ออมมักมีการกระจายเงินออมสู่ช่องทางการออมอื่นๆ เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และประกันชีวิต เพื่อรับประโยชน์ทางภาษี ด้วยการออกผลิตภัณฑ์เงินออมที่ให้ผลตอบแทนจูงใจเพื่อระดมเงินออมและเสริมสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการขยายสินเชื่อในช่วงที่เหลือของปี 2556 ซึ่งถือเป็นจังหวะอันดีของผู้ออมเงินที่มีโอกาสเลือกสรรผลิตภัณฑ์เงินออมที่ตอบสนองความต้องการลงทุนทั้งในมิติผลตอบแทนและเงื่อนไขได้อย่างตรงตามความต้องการ








