"อาเบะ"กับเดิมพันครั้งสำคัญ...ลดหนี้ขนาดมหึมาของรัฐบาล ด่านอรหันต์ที่บรรดาผู้นำของญี่ปุ่นไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วง
นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะแห่งญี่ปุ่น ดำเนินการครั้งสำคัญ อันเป็นการเคลื่อนไหวที่บรรดาผู้นำในรอบ 15 ปีก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้สำเร็จ นั่นคือการลดหนี้มหาศาลของรัฐบาล
นายอาเบะซึ่งกำลังได้รับความนิยมหลังจากผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ามาตรการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 5 เป็น 8% ในเดือนเม.ย.ปีหน้า มาตรการนี้ถูกมองว่ามีความสำคัญในการลดหนี้ก้อนโตของรัฐบาล ถึงแม้บรรดานักวิจารณ์จะกังวลว่ามาตรการดังกล่าวอาจทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองครั้งใหญ่ของนายอาเบะ เพราะนายกฯคนก่อนๆ ที่ประกาศขึ้นภาษี ล้วนหลุดจากตำแหน่ง
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นตกสู่ภาวะถดถอยที่ดิ่งลึก หลังจากมีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อปี 2540 เป็น 5% จาก 3% และทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีริวทาโร ฮาชิโมโต ต้องพบจุดจบทางการเมือง
การขึ้นภาษีครั้งนี้ของนายอาเบะ นับเป็นความพยายามที่จริงจังครั้งแรกตั้งแต่ปี 2540 ในการควบคุมหนี้สาธารณะของญี่ปุ่น ซึ่งทะลุหลัก 1,000 ล้านล้านเยนไปแล้ว และนับว่ามีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจถึงกว่า 2 เท่า ทั้งยังเป็นหนี้สาธารณะที่สูงที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว
การขาดดุลงบประมาณของญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หรือนับว่าสูงมากสำหรับประเทศที่ไม่ได้เผชิญวิกฤติการเงิน และหนี้่สินก็เพิ่มขึ้นทุกปีในระดับที่เทียบได้กับจีดีพีของกรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ รวมกัน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ สะท้อนว่านายอาเบะกำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินมาตรการะตุ้นทางการคลังและการเงินครั้งใหญ่เพื่อยุติภาวะเงินฝืดที่เรื้อรังมา 15 ปี กับการวางรากฐานเพื่อให้ฐานการเงินของรัฐบาลเข้าที่เข้าทาง
เมื่อเทียบกันแล้วรัฐบาลชุดก่อนๆ ของญี่ปุ่น ไม่ได้ลงมือควบคุมการใช้จ่ายมากนัก แต่นายอาเบะเองก็ไม่ได้ขึ้นภาษีในครั้งนี้มากนักเช่นกัน เพราะการเก็บภาษีในระดับดังกล่าวยังถือว่าต่ำกว่าในประเทศมั่งคั่งหลายแห่ง จนก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าการเคลื่อนไหวขึ้นภาษีครั้งนี้จะเพียงพอในการลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือครึ่งหนึ่งภายในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมี.ค. 2519 หรือไม่
กระนั้น การประกาศขึ้นภาษีครั้งนี้ยุติความไม่แน่นอนที่มีมาหลายเดือนว่านายอาเบะจะยังเดินหน้าขึ้นภาษีจาก 5% เป็น 8% หรือไม่
บรรดานักเศรษฐศาสตร์ประมาณการว่าการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะกระทบภาคครัวเรือนประมาณ 8 ล้านล้านเยน อันจะส่งผลเสียถึงความต้องการของผู้บริโภคในช่วงที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม นายอาเบะมีแผนจะประกาศชุดมาตรการกระตุ้นมูลค่าราว 5 ล้านล้านเยน เพื่อชดเชยการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยในจำนวนนี้เป็นการลดภาษี 1 ล้านล้านเยน
คาดว่าชุดนโยบายกระตุ้นของนายอาเบะจะเอื้อแก่ผู้มีรายได้น้อยและเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนในการเพิ่มการลงทุนและขึ้นค่าแรง เพราะรัฐบาลจะตัดสินใจในเดือนธ.ค.ว่าจะยุติการเก็บภาษีพิเศษสำหรับนำไปฟื้นฟูแผ่นดินไหวหรือไม่ อันจะทำให้บริษัทต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่าย 900,000 ล้านเยน นอกจากนั้น บริษัทที่เพิ่มการใช้จ่ายในโรงงานและอุปกรณ์ จะได้รับการลดหย่อนภาษี 730,000 ล้านเยน ส่วนบริษัทที่้ขึ้นค่าแรงจะได้รับการลดหย่อนภาษีมากขึ้น









