ความเชื่อมโยงเงินทุนอาเซียน เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย
อีกเพียงประมาณ 2 ปีก็จะเข้าสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว แต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีการไตร่ตรองถึงผลกระทบของ AEC ต่อเศรษฐกิจมหภาคของประเทศสมาชิกมากเท่าใดนัก โดยเฉพาะในการสร้างความเชื่อมโยงด้านเงินทุนภายในภูมิภาคซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างหากไม่ได้ทำความเข้าใจอย่างเต็มที่ ในขณะนี้ที่ยังพอมีเวลาเหลือก่อนเข้าสู่ AEC เรามาลองวิเคราะห์ไปพร้อมๆ กันว่าความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านเงินทุนที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยอย่างไรบ้าง เพื่อวางแผนรับมือต่อไปให้ทันท่วงที
อันดับแรกขอเริ่มต้นจากการพัฒนาตลาดทุนในอาเซียนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกัน ทั้งส่วนที่จะเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถระดมทุนผ่านตราสารหนี้ในประเทศของตนในสกุลเงินตราต่างประเทศได้ และส่วนที่จะมีการปรับลดกฎเกณฑ์การระดมทุนผ่านตราสารทุนในต่างประเทศให้มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น…เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการเพิ่มช่องทางซื้อขายตราสารหนี้-ตราสารทุนข้ามประเทศเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นการส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุนให้เสรียิ่งขึ้นในตลาดทุนอาเซียน
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าการปฏิรูปตลาดทุนที่ได้กล่าวถึงข้างต้นน่าจะส่งผลดีต่อบริษัทไทย โดยเฉพาะบริษัทที่มีแผนลงทุนโดยตรงในอาเซียนจะสามารถลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เพราะมีช่องทางการระดมทุนในสกุลเงินที่สอดคล้องกับสกุลเงินของประเทศที่ต้องการเข้าไปลงทุน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่ต้นทุนในการระดมทุนดังกล่าวจะลดลงอีกด้วยจากปัจจัยความเชื่อมโยงของตลาดทุน ซึ่งเราได้เห็นตัวอย่างในยุโรปแล้วว่าภายหลังที่มีการรวมตลาดเข้าด้วยกัน ผลตอบแทนของตราสารหนี้ (bond yield) ซึ่งถือเป็นต้นทุนในการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้นั้นได้ทยอยปรับตัวลดลงในประเทศยุโรปจนใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนที่ต่ำที่สุดของกลุ่ม ดังนั้น ผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศยูโรโซนจึงมีต้นทุนในการระดมทุนที่ต่ำลง รวมถึงมีตลาดทุนที่กว้างขึ้น ซึ่งหากมองย้อนกลับมาที่ตลาดแถบบ้านเราแล้วจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวชัดเจนมากขึ้นในกลุ่มประเทศอาเซียน-5 (ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซีย)
อย่างไรก็ดี ความเชื่อมโยงด้านตลาดทุนที่มีมากขึ้นอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนของตลาดยิ่งขึ้น เรามองว่าเมื่อตลาดอาเซียนมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน เป็นไปได้สูงที่นักลงทุนต่างชาติจะเริ่มมองทุกตลาดในภูมิภาคเสมือนเป็นตลาดเดียว และใช้วิธีกระจายการลงทุนให้ครอบคลุมทุกประเทศ แต่ปัญหาจะเริ่มเกิดขึ้นหากประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ นักลงทุนจะเกิดความกังวลทันทีว่าปัญหาดังกล่าวอาจลามไปสู่ประเทศในกลุ่มเดียวกันไม่มากก็น้อย การขาดความไม่มั่นใจในตลาดใดตลาดหนึ่งเช่นนี้ อาจส่งผลให้มีการถอนการลงทุนในทุกประเทศในอาเซียนและสร้างความผันผวนรุนแรงในตลาดได้
ดังบทเรียนจากกรณีของวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป ซึ่งเราได้เห็นถึงความผันผวนในตลาดที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากความเชื่อมโยงของตลาดทุน วิกฤติหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในกรีซนอกจากจะทำให้ตลาดตราสารหนี้ของกรีซเองได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงแล้ว ปัญหาดังกล่าวยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีกับตลาดตราสารหนี้ของสเปนและอิตาลี ทั้งสองประเทศจึงได้รับผลกระทบต่อเนื่องในลักษณะเดียวกันกับกรีซ แม้ว่าปัญหาหนี้สาธารณะไม่ได้น่ากังวลเทียบเท่ากับกรีซ
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราคงคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า เมื่อตลาดทุนทั้งอาเซียนมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตลาดทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องและรุนแรงมายังประเทศอื่นในอาเซียนรวมถึงไทย เป็นเหตุให้ตลาดทุนของไทยประสบกับความผันผวนที่สูงขึ้น พร้อมกับทำให้นโยบายเศรษฐกิจของประเทศขาดความยืดหยุ่นเนื่องจากต้องคอยระวังถึงผลกระทบที่มีต่อตลาดทุนและสภาพเศรษฐกิจอาเซียนโดยรวมอีกด้วย
นอกเหนือจากความเชื่อมโยงทางตลาดทุนแล้ว จะขอกล่าวถึงการปฏิรูปภาคการเงินให้มีความเชื่อมโยงและมีความเสรีมากขึ้นภายในอาเซียน โดยสำหรับภาคการเงินแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดเมื่อเข้าสู่ AEC คงจะหนีไม่พ้นการเปิดกว้างให้สถาบันการเงินในอาเซียนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคการเงินในแต่ละประเทศได้อย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งหากมองในมุมของผู้บริโภคในไทยแล้ว การแข่งขันที่สูงขึ้นจะช่วยดึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลงและอัตราเงินฝากให้สูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยมากขึ้น ประชากรไทยโดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำจะสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวมและควรได้รับการส่งเสริม
แต่ก็อาจมีคำถามขึ้นในใจว่า สำหรับไทยนั้น การเข้าถึงบริการทางการเงินที่สูงขึ้นจะกระทบต่อระดับของหนี้ภาคครัวเรือนมากน้อยแค่ไหน? นี่อาจจะกลายเป็นคำถามที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ระดับหนี้ภาคครัวเรือนกำลังเริ่มอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยปกติแล้วเมื่อทางเลือกทางการเงินมีมากขึ้นประกอบกับผลตอบแทนหรือต้นทุนที่ดีขึ้น ย่อมกระตุ้นให้เกิดการออมและการกู้ยืมไปพร้อมๆ กัน แต่ท้ายที่สุดแล้วเรามองว่าความต้องการกู้ยืมเพื่อบริโภคจะมีอยู่สูงกว่าความต้องการในการออม จึงมีแนวโน้มทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนของประเทศปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีรายได้ต่ำซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้ต่อรายได้อยู่ในระดับที่สูงและมีภาระหนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับประชากรในกลุ่มรายได้อื่นในปัจจุบัน
แล้วเมื่อมองในระดับภาพรวมทั้งประเทศจะเป็นอย่างไร? แนวโน้มการก่อหนี้สินที่สูงขึ้นในทุกระดับรายได้อาจทำให้ไทยเปลี่ยนจากการเป็นประเทศที่เป็นผู้ออมสุทธิ (net saver) มาเป็นประเทศที่เป็นผู้กู้สุทธิ (net borrower) ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องเพราะการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นเกินตัว ซึ่งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลกระทบต่อเครดิตของประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน สุดท้ายจะกระทบไปถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจและตลาดเงินทุนโดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนกำลังมองหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (risk-off sentiment) เช่นในปัจจุบัน
การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปิดเสรีภาคการเงินคงต้องเริ่มต้นจากการให้ความรู้ทางด้านการเงินแก่ประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงที่สุด คือ กลุ่มประชากรที่มีรายได้ต่ำ โดยอย่างน้อยที่สุดเพื่อให้ประชากรในกลุ่มนี้สามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง และสามารถวางแผนการเงินเบื้องต้นตามความเหมาะสมของครอบครัวได้
นอกจากนี้ ควรมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงินหรือ “non-bank” เนื่องจากกลุ่ม non-bank จะกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกลุ่มประชากรรายได้ต่ำ ซึ่งการมีองค์กรกำกับดูแลชัดเจนนอกจากจะช่วยเพิ่มมาตรการป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคอีกทางหนึ่งแล้ว ยังสามารถสร้างมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ทำให้ประชาชนกลุ่มนี้สามารถเปรียบเทียบผลตอบแทน ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้สะดวกขึ้น และทำให้กระบวนการติดตามทวงหนี้เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย เป็นต้น แต่ก็ต้องระวังไม่ให้มาตรการกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้นกลับกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ ตัวอย่างเช่น ไม่ควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุดที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการทางการเงินในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก แต่ควรให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยแทน เป็นต้น
ความเชื่อมโยงของตลาดทุนและภาคการเงินในภูมิภาคก่อให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมในภายหลังหากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือให้ดี ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมอีกเช่นกันว่า การที่ภูมิภาคอาเซียนมีความเชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อนเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของประเทศสมาชิกอื่นๆ ในอาเซียน อาจกระทบต่อความมั่นคงของเศรษฐกิจไทยด้วย ท้ายที่สุดเราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นโยบายการเงินการคลังของไทยจะมีจุดยืนที่ชัดเจนในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นสำคัญ
ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
Chief Economist และ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์
[email protected] | EIC Online: www.scbeic.com








