ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคมลดลง 3.12% ผลพวงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว-หมดโปรโมชั่นรถคันแรก
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมโดยรวม 8 เดือนแรกของปี 2556 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลง 1.78% โดยเดือนสิงหาคม ลดลง 3.12 %เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่วนการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย 8 เดือนแรกปี 2556 อยู่ที่ระดับ 65.29 %ด้านการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม 8 เดือนแรกมีการขยายตัว 3.4%
นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า ภาวะการผลิตอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคมที่สำคัญคือ อุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ ลดลง 11.85% เนื่องจากปีนี้ผู้ผลิตได้ผลิตและส่งมอบรถยนต์ในนโยบายรถยนต์คันแรกไปเกือบหมดแล้ว ทำให้ยอดการผลิตและจำหน่ายลดลงกลับเข้าสู่ระดับปกติ อุตสาหกรรมแปรรูปและการถนอมสัตว์น้ำ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนการผลิตปรับตัวลดลง 33.39% เป็นการลดลงในสินค้ากุ้งแช่แข็ง เนื่องจากปัญหาโรคระบาด (EMS)
สำหรับทูน่ากระป๋อง ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อจากราคาปลาที่ผันผวนมาก ปลาซาร์ดีนกระป๋อง จากตลาดในประเทศที่เริ่มอิ่มตัวและตลาดส่งออกก็หดตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิต HARD DISK DRIVE มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2.12% เนื่องจากปีก่อนผู้ประกอบการรอดูสถานการณ์น้ำจะท่วมหรือไม่ จึงไม่กล้าผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงปีการผลิตใหม่มีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานกับระบบ Cloud เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลที่มีจำนวนมากขึ้น ส่วนการจำหน่ายอยู่ในระดับทรงตัว
อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตเครื่องปรับอากาศ เพิ่มขึ้น 3.46 %จากการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ตลาดในประเทศยังมีความต้องการอยู่
อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตปรับตัวขึ้นเพิ่มขึ้น 19.94 %จากเหล็กแผ่นเคลือบดีบุก และเหล็กแผ่นรีดร้อน จากผลกระทบของเหล็กนำเข้าราคาถูกในช่วงที่ผ่านมาทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกว่าได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว ส่งผลให้การจำหน่ายปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.04% อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การผลิตเพิ่มขึ้น 7.61% เนื่องจากคำสั่งซื้อจากตลาดหลักคือ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นประเทศคู่ค้าหลัก มีคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น คำสั่งซื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดการจำหน่ายปีนี้สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน









