ผลสำรวจหอการค้าระบุชาวนาพร้อมชุมนุมประท้วงทันที หากยกเลิกรับจำนำข้าว ชี้ผลดีโครงการช่วยเพิ่มเงินออมลดหนี้สิน ผู้ส่งออกวอนยุติโครงการทันที
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและหอการค้าไทย ได้ร่วมกันสำรวจความคิดเห็นชาวนาและผู้ส่งออกต่อนโยบาย การรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยความเห็นชาวนาส่วนใหญ่ต้องการให้คงไว้ซึ่งโครงการรับจำนำข้าวต่อไป โดยมองว่าสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ส่งออกมองว่าการตั้งราคาจำนำที่สูงเกินไปไม่สามารถแข่งขันส่งออกได้ รัฐบาลควรยกเลิกโครงการทันที
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจทัศนะต่อนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาล จากชาวนา 1,228 ตัวอย่าง พบว่า ชาวนา 63.7% มองว่าภาพรวมโครงการรับจำนำข้าว ช่วยลดภาระหนี้สินเดิมของชาวนา มีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมีเงินออมมากขึ้น และ 35.1% มองว่าแม้การจำนำข้าว จะทำให้ราคาข้าวไทยสูงขึ้น จนไม่สามารถขายแข่งกับทางประเทศอื่นๆ ได้ รัฐบาลก็ควรดำเนินโครงการรับจำนำต่อไป เพราะถือเป็นการช่วยชาวนาไทย
ผลสำรวจยังชี้ว่าหากรัฐบาลยกเลิกการจำนำ และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกราคาตลาด 40.9% จะออกมาเรียกร้องให้ขยายเวลาโครงการต่อทันทีและ 73.9% มีความเชื่อมั่นว่าถ้ารัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือก ในราคาตันละ 15,000 บาทต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่าจะสามารถลดหนี้ลงได้
ชาวนาส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ควรยกเลิกโครงการรับจำนำ รองลงมา 22.8% เห็นว่าจะยกเลิกได้ต่อเมื่อราคาข้าวในตลาดสูงขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลยกเลิกการจำนำแล้วปล่อยให้เป็นไปตามกลไก และมีชาวนาถึง 40.9% จะดำเนินการเรียกร้องหรือประท้วงให้มีการขยายโครงการต่อทันที รองลงมา คือ จะต้องทำให้ต้นทุนต่ำลง
ชี้ราคาจำนำสูงดันต้นทุนพุ่งตาม
สำหรับปัญหาที่เกษตรกรประสบเมื่อเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว 40.4% ยอมรับว่า ต้นทุนการผลิตข้าวหรือการทำนาสูงขึ้น หลังมีการรับจำนำ และในกรณีที่มีการเช่าที่นา ผลสำรวจพบว่าเจ้าของที่นาเรียกเก็บค่าเช่าแพงขึ้น ดังนั้นแม้ว่าชาวนาจะได้ประโยชน์และต้องการให้รัฐบาลดำเนินโครงการต่อนี้ต่อไป แต่ผลสำรวจมีถึง 20.4%ที่ชาวนาต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตสินค้า รองลงมา 20.1% ต้องการให้ดูแลราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นและ 18.6% ต้องการให้แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร
ทั้งนี้ สำหรับหนี้โดยเฉลี่ยต่อครัวเรือนของเกษตรกร อยู่ที่ประมาณ 264,825.6 บาท ซึ่ง 64.2% เป็นทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ที่มีสาเหตุมาจากการลงทุนทางการเกษตรที่มีต้นทุนการผลิตแพงรวมถึง การซื้อทรัพย์สิน เช่น รถยนต์
ส่วนปัญหาที่พบเมื่อเข้าร่วมโครงการนั้น 57.2% คือการถูกกดราคาจากการวัดความชื้นข้าวที่ตรวจอยู่ในระดับสูง ปัญหาการรับเงินช้า และปัญหาคอร์รัปชัน นอกจากนี้ 49.0% ชาวนาเคยนำข้าวที่อื่นมาสวมสิทธิการจำนำในพื้นที่ของตนเอง
ยอมเลือกลดต้นทุนมากกว่ารายได้
อย่างไรก็ตาม ชาวนาไทยมีข้อเสนอต่อรัฐบาลในการช่วยเหลือชาวนา คือ ดูแลและลดต้นทุนการผลิต พักชำระหนี้เกษตรกร ออกดอกเบี้ยต้นทุนต่ำ ช่วยแก้ไขปัญหาและให้ความรู้ เกี่ยวกับแมลงศัตรูพืช แก้ไขปัญหาภัยแล้งและประกันราคาไม่ให้ต่ำจนเกินไป แต่หากต้องเลือกระหว่างการทำให้ต้นทุนลดลงกับการทำให้รายได้สูงขึ้น ชาวนา 48.6% เลือกให้ต้นทุนลดลงดีกว่าทำให้รายได้สูงขึ้น
"โครงการรับจำนำข้าวเป็นการช่วยเหลือความเป็นอยู่ของชาวนาดีขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น เงินออมเพิ่มขึ้นส่งผลทำให้มีเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบรายได้ครัวเรือนของเกษตรกรที่เข้าโครงการประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลยอมขาดทุนเพื่อให้ชาวนามีรายได้ แต่หากคิดที่ผลประโยชน์สุทธิคือ คิดทั้งระบบการส่งออกข้าวที่เม็ดเงินหายไปประมาณ 60,000 ล้านบาท รวมถึงคุณภาพข้าว ผลประโยชน์สุทธิก็อาจจะไม่คุ้มค่า" ธนวรรธน์ กล่าว
ผู้ส่งออกจี้เลิกจำนำทันที
นอกจากนี้ หอการค้าไทยได้สำรวจผู้ประกอบการส่งออกข้าวไทย ทั้งสิ้น 135 ตัวอย่าง นั้นยอมรับว่าแม้เกษตรกรจะได้รับประโยชน์โดยตรง แต่ 70.6% เห็นว่ามีผลเสียต่อประเทศมากกว่า และทำให้วงการข้าวไทยแย่ลง เนื่องจากราคารับจำนำสูงเกินไป ทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ทำให้การส่งออกข้าวไทยลดลงถึง 82% และต้นทุนการผลิตสูงส่งผลให้ราคาส่งออกสูงตามไปด้วย ดังนั้นควรยกเลิกโครงการรับจำนำทันที
สำหรับประเทศที่เป็นคู่แข่งกับประเทศไทย อันดับหนึ่ง คือ เวียดนาม อินเดีย และกัมพูชา ตามลำดับ ขณะที่คุณภาพโดยรวมของประเทศไทย 64.7% ของผู้ประกอบการเห็นว่าแย่ลง หลังรัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำ ดังนั้นหากไทยต้องการกลับมาเป็นแชมป์การส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก จะต้องใช้เวลา 3-4 ปี
จี้ประเมินความคุ้มค่าโครงการให้ชัด
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพรวมขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความคุ้มค่าของการดำเนินโครงการได้ แต่รัฐบาลควรหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เช่น หามาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกข้าว การปรับหลักเกณฑ์การรับจำนำข้าว ตลอดจนการช่วยเหลือต้นทุนเกษตรกร และการปรับปรุงคุณภาพข้าว เพื่อให้สามารถรองรับกับการแข่งขันในตลาดหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรมีการประเมินผลการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวให้ชัดเจน ถึงความคุ้มค่าที่เกษตรกรจะได้รับประโยชน์ เมื่อเทียบกับการขาดทุนจากการดำเนินโครงการ และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ
"เม็ดเงินหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในมือชาวนาภาพรวมสูงถึง 100,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นปีละ 50,000 บาทต่อครัวเรือน แต่ผลกระทบจากการส่งออกข้าวปีนี้เหลือเพียง 6 ล้านตัน จากเฉลี่ยปีละ 10 ล้านตัน ทำให้เม็ดเงินเข้าประเทศจะหายไปประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท ต้องดูว่าคุ้มหรือไม่ "









