'KPISR' ก้าวที่เปลี่ยน 'สถาบันพระปกเกล้า'

'KPISR'
ก้าวที่เปลี่ยน 'สถาบันพระปกเกล้า'

ภาพการเป็นสถาบันที่เป็นแหล่งแสวงหาเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้บริหารระดับสูงในองค์กรรัฐและเอกชนของ “สถาบันพระปกเกล้า”

ที่ต่อเนื่องยาวนานเป็นสิบปีขึ้นวันนี้ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายของผู้บริหารองค์กรที่ต้องการจะ “พลิกโฉม” ภาพเดิมๆ ที่คนส่วนใหญ่ยึดติด มาเป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้ที่มีประเด็นของจิตสำนึกถึงสังคมเป็นตัวเชื่อมโยง
เครือข่ายศิษย์เก่ารุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ผ่านเข้าสู่รั้วสถาบันพระปกเกล้าต่างก็รู้กันดีว่าที่แหล่งนี้เปรียบเสมือนขุมพลังชั้นเลิศสำหรับผู้ที่ต้องการหามิตร(พรรคพวก) จากหลากหลายองค์กร
เปิดเผยงานวิจัยโดย ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ทำวิจัย "เครือข่ายผู้บริหารระดับสูง" หนึ่งในผลงานวิจัย "สู่สังคมไทยเสมอหน้า การศึกษาโครงสร้างความมั่งคั่งและโครงสร้างอำนาจเพื่อการปฏิรูป"
การศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาวิเคราะห์ถึงโครงสร้างอำนาจจากการวิเคราะห์เครือข่ายความสัมพันธ์การศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและองค์กรในระดับสูงในสังคม จากการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
หลักสูตรการศึกษาที่มีลักษณะไม่เป็นทางการนี้จะมีลักษณะพิเศษ คือการคัดสรรผู้คนที่ถือระดับบนหรือระดับชนชั้นนำของแต่ละกลุ่มเข้ามาเรียน เสมือนเป็นเวทีที่เปิดกว้างให้ผู้ที่ต้องการแสวงหาเครือข่ายเลือกที่จะเดินเข้ามาศึกษา โดยหนึ่งในนั้นมีหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) ของสถาบันพระปกเกล้า รวมอยู่ด้วย
จากภาพสะท้อนของสถาบันฯ ที่คนภายนอกมอง ตอกย้ำด้วยการศึกษาในเชิงวิชาการ ในวาระครบรอบ 15 ปีของการก่อตั้งสถาบันพระปกเกล้า ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เล็งเห็นว่า ถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนไปสู่มิติใหม่ที่เป็นได้ “มากกว่า” การแสวงหาเครือข่าย
การจะขับเคลื่อนสถาบันพระปกเกล้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ต้องอาศัย 5 มิติหลัก
มิติแรก วิชาการ หลักสูตร ต้องเข้มข้น ใครมาเรียนที่นี่เมื่อเทียบกับที่อื่นย่อมต้องแตกต่าง เช่นหลักสูตรเกี่ยวกับอาเซียน ที่นี่เปิดเป็นแห่งแรก สอนโดยนักวิชาการไทย และต่างประเทศ
รวมถึงการผลักดันหลักสูตรใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น เช่นหลักสูตรการกำกับดูแลกิจการสำหรับกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน รวมถึงการเตรียมเปิดหลักสูตรให้ความรู้ด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมให้กับผู้บริหารชาวต่างชาติ คณะทูต ฯลฯ ที่อยู่ในไทย
มิติที่สอง การให้ความสำคัญด้านสังคมมากขึ้น ศ.ดร.บวรศักดิ์ บอก การรู้จักคนจำนวนมากก็เป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่การรู้จักนี้ต้องช่วยกันทำประโยชน์เพื่อสังคมด้วย
ที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาให้เกิดความร่วมมือและโครงการอย่างเป็นรูปธรรมของผู้เข้าอบรม อาทิ การนำแพทย์ 3 พันคนออกไปทำการรักษาผู้ป่วยที่จังหวัดอยุธยา
“อย่างนี้เรียกว่าสร้างเครือข่ายจริง แต่ไม่ใช่เครือข่ายที่มุ่งทำประโยชน์เพื่อตัวเอง กลับกันเป็นเครือข่ายที่ทำประโยชน์เพื่อสังคมด้วย โดยนำเอาแนวคิด KPI ก็คือสถาบันฯ บวกกับ SR คือ Social Responsibility เข้ามาเป็นหัวใจของการผลักดัน”
การเปลี่ยนแปลงค่อย ๆเริ่มต้น จากเดิมที่เน้นการเรียนในห้อง และดูงานเป็นหลัก วันนี้ได้ปรับให้เป็น การเรียนและการทำกิจกรรมกลุ่ม โดยกิจกรรมนั้นจะออกแบบให้เป็นในรูปของ Social Training จากนั้นผลิตผลงานเชิงวิชาการ ผลงานในมิติสังคม ให้มากขึ้น
มิติที่สาม สร้างให้เกิดเป็นสังคมคุณธรรม แนวคิดของเลขาธิการฯ ต้องการดึงเอาหลักธรรมะเข้ามาสู่หลักสูตรนี้ ไม่เพียงเป็นวิชาเลือก แต่ให้สอดแทรกเป็นเนื้อเดียวในหลักสูตร
ในปีที่ผ่านมา นำร่องไปแล้ว กับการนำหลักสูตรสมาธิของ หลวง พ่อวิริยังค์ สิรินธโร แห่งวัดธรรมมงคล เข้ามาให้ผู้เข้าอบรมได้เจริญสมาธิ จนเกิดเป็นพลังจิต และนำไปสู่การรู้สึกรับผิดชอบชั่วดี
“จาก 3 รุ่นที่นำร่องไปแล้ว เรียกว่าได้ผลดีมาก ทางสถาบันฯ มีกิจกรรมหรือขอความช่วยเหลือใดๆ ไปจะได้รับการตอบรับอย่างเต็มใจ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า แนวทางนี้จะช่วยให้คนมีคุณธรรมมากขึ้น”
มิติที่ 4 การยกระดับไปสู่ระดับภูมิภาคมากขึ้น เริ่มต้นจากประเทศเพื่อนบ้านก่อน
มิติที่ 5 การพัฒนางานวิจัยใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นองค์ความรู้ให้กับเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศ
นอกจากกำหนดทิศทางที่อยากจะเห็นแล้ว ศ.ดร.บวรศักดิ์ บอก การคัดเลือกผู้เข้าเรียนก็มีความสำคัญเช่นกัน
โดยจะเริ่มกำหนดกติกาไม่รับคนนามสกุลกันในรุ่นเดียวกัน รวมถึงการกำหนดคุณสมบัติของผู้เรียนในหลักสูตรสำคัญๆ เพื่อไม่ให้เกิดลักษณะของการเข้ามาเพื่อแสวงหาเครือข่าย เป็นต้น
การเดินทางของสถาบันพระปกเกล้าตลอดเส้นทาง 15 ปี ศ.ดร.บวรศักดิ์ ใช้เวลาทุ่มเทถึง 11 ปี กับการบุกเบิก และพัฒนาให้เป็นสถาบันฯ ในดวงใจที่ใครๆ ก็อยากจะเข้าเรียน
เพียงแต่จากนี้ไป สถาบันพระปกเกล้า คงต้องผ่านโจทย์ยากอีกมาก ทั้งการสร้างเครือข่าย KPISR ให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม การพลิกโฉมหลักสูตรที่ต้องทันสมัยและโดนใจสำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่กลุ่มเจนเอ็กซ์ และ เจนวาย รวมถึง การแก้โจทย์ด้าน Technology Gap ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน
นับเป็นก้าวที่เปลี่ยนแปลง และท้าทายกว่าเดิม