มอร์แกนฯคาดสภาพคล่องไหลกลับคืนสู่ตลาดพัฒนา ไม่ก่อวิกฤติ ชี้การชะลอตัวสินเชื่อแบงก์ทั้งภูมิภาค กระทบคาดการณ์กำไรแบงก์
มอร์แกน สแตนเลย์ รีเสิร์ช สถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐ ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง "ภาคบริการการเงิน มองลึกเอเชียถึงจุดหักเห" ระบุว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของเอเชียแข็งแกร่งด้วยแรงหนุนจากภาวะดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ระดับต่ำ และสภาพคล่องทั่วโลกมีมากพอ สินเชื่อขยายตัวอย่างรวดเร็วหมายความว่าธนาคารต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทำผลงานได้ดีเป็นพิเศษ
แต่ว่าทีมงานวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนเลย์ คาดว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องไหลกลับไปที่ตลาดพัฒนาแล้วขณะนี้ จะทำให้แรงขับเคลื่อนการเติบโตของอาเซียนนั้นช้าลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบธนาคารในภูมิภาคแข็ง ที่เคยทำผลงานได้ดีได้จากการขยายตัวของสินเชื่อเมื่อเร็วๆ นี้
4แบงก์ใหญ่ไทยได้ผลกระทบจำกัด
งานวิเคราะห์เชื่อว่าการเติบโตของสินเชื่อผู้บริโภค จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การเติบโตของสินเชื่อโดยรวมลดลง และคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อโดยรวมในไทยจะชะลอตัวลง ความเสี่ยงของไทยอยู่ที่การปล่อยกู้ไม่ใช่สินเชื่อบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อรถยนต์ จำนวนสินเชื่อมีน้อยกว่า 1 แสนบาทมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 81% นับตั้งแต่เดือนธ.ค.ปี 2553 และทีมงานมอร์แกน สแตนเลย์คาดว่าสินเชื่อขนาดนี้คิดเป็นสัดส่วน 30%ของงบบัญชีสินเชื่อบุคคล แต่เท่ากับ 55%ของสินเชื่อเป็นสินเชื่อไม่ก่อเกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล แต่สินเชื่อเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่กับธนาคารต่างชาติ ดังนั้นการเสื่อมถอยของสินเชื่อจะส่งผลกระทบจำกัดให้กับกลุ่มธนาคารไทยอยู่ในงานวิเคราะห์นี้ คือ กรุงเทพ, กสิกรไทย, กรุงไทย และไทยพาณิชย์
"ปัญหาที่เราเผชิญอยู่คือระดับหนี้เทียบจีดีพีในไทยกับสิงคโปร์ตอนนี้ กลับไปอยู่ระดับทำสถิติสูงสุด และในมุมมองของเราการขยายตัวของสินเชื่อช้าลง จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และคาดว่าจะยิ่งเกิดมากขึ้น สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการเติบโตของเศรษฐกิจและดอกเบี้ยเป็นวงกว้างขึ้น สำหรับแบงก์ในภูมิภาค ผลจากสินเชื่อขยายตัวได้ลดลง จะทำให้เห็นผลกระทบเกิดกับกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย และผลกระทบเกิดกับคุณภาพสินเชื่อด้วย"
ทั้งนี้ผลจากการวิเคราะห์ข้างต้น ทำให้ทีมงานของมอร์แกน สแตนเลย์ ได้ปรับเปลี่ยนคาดการณ์กำไรของธนาคารในไทย มาเลเซียและสิงคโปร์ และจากภาพรวมมอร์แกน สแตนเลย์ได้ลดคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อธนาคารในภูมิภาคปี 2557 เหลืออยู่ระหว่าง 2%-5% พร้อมปรับเปอร์เซ็นต์สินเชื่อเสื่อมค่าทั้งในปี 2557และปี 2558 เพิ่มขึ้นอีก 0.40%
ลดคาดการณ์กำไรแบงก์อาเซียน
นอกจากนี้ทีมวิจัยของมอร์แกน สแตนเลย์ ยังได้ปรับลดคาดการณ์กำไรของธนาคารในอาเซียนปีหน้า เหลือระหว่าง 1%-17% และคาดการณ์กำไรปี 2558 อยู่ระหว่าง 7%-15% ซึ่งการเปลี่ยนดังกล่าวสำหรับธนาคารในสิงคโปร์และมาเลเซียเกิดขึ้นน้อยกว่าธนาคารไทย ขณะที่คาดการณ์การเติบโตของกำไรจะลดลงเหลือระหว่าง ติดลบ 1% ไปจนถึง 20% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า เทียบกับก่อนหน้านี้ที่คาดการณ์ว่าจะลดลงอยู่ระหว่าง 11%-37% ซึ่งการเปลี่ยนแปลงคาดการณ์ครั้งนี้ สอดคล้องกับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งอยู่ระดับต่ำกว่าคาดการณ์ของคนส่วนใหญ่
งานวิเคราะห์ชี้ว่า หากเปรียบเทียบระบบธนาคารในอาเซียนปัจจุบัน กับระบบธนาคารอาเซียนในปี 2540 พบว่าระดับหนี้เทียบจีดีพี และการขยายตัวของหนี้เทียบจีดีพี ทำให้นึกถึงช่วงเวลาเกิดขึ้นในไทยกับสิงคโปร์ระหว่างปี 2534-2539 ไม่นับรวมอินโดนีเซียกับมาเลเซีย โดยภาวะแวดล้อมที่เป็นสภาพคล่องและการพึ่งพาแหล่งทุนจากต่างประเทศขณะนั้น แตกต่างอย่างมากกับเวลานี้ เช่นเดียวกับศักยภาพการดูดซับความสูญเสียของธนาคารต่างๆ
"จากมุมมองของเรา ขอบเขตและคุณภาพของระบบตรวจสอบด้านกฎระเบียบตอนนี้ดีขึ้นอย่างมาก สิ่งที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นจะเป็นวงจรกำไรเคยเกิดขึ้นในอดีต มากกว่าจะเป็นวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง"
ทีมงานมอร์แกน สแตนเลย์มองการเปลี่ยนแปลงของภาวะแวดล้อม ที่เป็นสภาพคล่องสำหรับธนาคารในอาเซียน ไม่เพียงแต่จะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงแนวทางศักยภาพการทำกำไรเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงเรื่องการประเมินมูลค่า ที่ส่งผลต่อการเติบโตของกำไรธนาคาร โดยธนาคารไทยและอินโดนีเซียนั้น ราคาหุ้นธนาคารที่ปรับขึ้นทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการประเมินมูลค่าแข็งแกร่งกับการเติบโตของความสามารถในการทำกำไร
ขณะเดียวกัน ในภาวะแวดล้อมที่การเติบโตของธนาคารทั้งภูมิภาคยังดูอึมครึม ทีมงานเชื่อว่าธนาคารในไทยและอินโดนีเซีย เลี่ยงไม่ได้ที่จะสูญเสียความโดดเด่น ซึ่งธนาคารในมาเลเซียจะอ่อนไหวกับความตกต่ำและถูกลดความสำคัญลง แต่งานวิเคราะห์ชี้ว่าธนาคารไทยรับเอาผลจากความตกต่ำและถูกลดความสำคัญลงบ้างแล้ว ขณะที่ธนาคารในอินโดนีเซียรับผลอย่างมากในเรื่องเดียวกันนี้
งานวิเคราะห์ได้ลดสัดส่วนกำไรต่อหุ้นของธนาคารในอินโดนีเซียลง 30%-50% ส่วนกำไรต่อหุ้นของธนาคารในไทยลดลงมากสุด 20% ในไทยสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงขึ้นอยู่แล้ว และไม่มีแนวโน้มจะถึงจุดสูงสุดจนกว่าจะผ่านพ้นไตรมาส 2 ปีหน้า ทีมงานมอร์แกน สแตนเลย์แนะให้นักลงทุนระยะยาวมองหาความได้เปรียบเข้าไปลงทุนหุ้นธนาคารมีคุณภาพสูงและได้รับการประเมินมูลค่าอยู่ระดับต่ำอย่างแบงก์กสิกรไทยก็อยู่ในกลุ่มนี้
"ราคาหุ้นแบงก์ในอินโดนีเซียและแบงก์ในไทย มีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวไปไกล และมากกว่าการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการธนาคาร ซึ่งสนับสนุนมุมมองของเราที่ว่ายังเป็นโอกาสให้นักลงทุนระยะยาวเข้าไปซื้อหรือลงทุน" ทีมวิจัยมอร์แกน สแตนเลย์ สรุป









