โบรกฯแนะรอคิวอีชัดเจน ก่อนลุยหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง-แบงก์ รับรัฐบาลเดินหน้าลงทุนเมกะโปรเจค 2 ล้านล้านบาท
จากการสำรวจข้อมูลจาก 5 บริษัทหลักทรัพย์ ประกอบด้วย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้, บล.กสิกรไทย, บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง ในส่วนของคำแนะนำการลงทุนระหว่างที่รอความชัดเจนในเรื่องการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะมีการพิจารณาลดวงเงินคิวอี และการพิจารณา พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของสภา พบว่าได้แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มรับเหมาก่อสร้างโดยเน้นหุ้นแบงก์กรุงไทย และ หุ้น ช.การช่าง เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีการเติบโตที่ดี
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาวการณ์ลงทุนก่อนที่มีการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐนั้น เชื่อว่าดัชนีน่าจะแกว่งตัวในกรอบแคบ เพื่อรอความชัดเจนของที่ประชุม โดยมองว่าการปรับลดคิวอีนั้นจะส่งผลต่อหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดเป็นหลัก โดยแนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในตลาดทุน และถือพอร์ตไว้ที่ 50% เพื่อรอความชัดเจนในเรื่องการปรับลดคิวอีก่อน
"หากการปรับลดมาตรการคิวอีนั้นปรับลด จะส่งผลดีต่อหุ้นในตลาดจากเงินทุนต่างชาติที่จะกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานในกลุ่มปิโตรเคมี ที่ปัจจุบันปรับตัวลดลงต่อเนื่องเช่นหุ้นของบริษัท บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล รวมไปถึงหุ้นในกลุ่มธนาคาร ทั้ง ธนาคารกสิกรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารกรุงไทย ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล และ หุ้นรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะหุ้น บริษัท ช.การช่าง ที่จะได้รับอานิสงส์จากโครงการ 2 ล้านบาทเช่นกัน" นางสาวธีรดา กล่าว
นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในการลงทุนเพื่อรับเงินทุนต่างชาติที่จะไหลกลับนั้น แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นที่เป็นหุ้นมีอัตราการเติบโตสูง หรือหุ้นโกรทสต็อกเป็นหลัก เพราะหุ้นเหล่านี้จะได้รับความสนใจอย่างมาก จากภาวะเงินทุนไหลกลับในรอบนี้ แตกต่างจากหุ้นที่ปันผลสูง หรือหุ้นปลอดภัย ที่ไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น
"การปรับตัวขึ้นของหุ้นในรอบนี้ จะเห็นได้ว่าหุ้นปลอดภัยไม่ได้มีการปรับตัวขึ้นเลย ทั้งหุ้นที่เกี่ยวข้องกันกลุ่มสื่อสาร หุ้นไฟฟ้า หุ้นประปา ซึ่งแสดงเห็นว่าการเล่นในรอบนี้ จะกลับมาเล่นกันในกลุ่มหุ้นโกรทสต็อกเป็นหลัก” นายกิจพล กล่าว
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ สำนักวิจัยทิสโก้ เปิดเผยว่า แนวโน้มของดัชนีหุ้น เพื่อรับมาตรการคิวอีสหรัฐนั้น มองว่า นักลงทุนไม่ควรเพิ่มพอร์ตการลงทุน เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงค่อนข้างเยอะ ทั้งในด้านเทคนิคและปัจจัยพื้นฐาน โดยมองว่าหากดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 1,420 จุด ควรที่จะมีการขายทำกำไรเพื่อลดพอร์ต แต่หากดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแนะสามารถยืนเหนือ 1,500 จุดได้ในปีนี้ จะเป็นจุดที่กลับเข้ามาซื้ออีกครั้งหนึ่ง
"หุ้นที่มีความน่าสนใจ คือ หุ้นในกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และรอบนี้จะเป็นกลุ่มรับเหมา โดย CK เป็นหุ้นที่มีความโดดเด่นมากที่สุด รองลงมาคือ บริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) และ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) วัสดุก่อสร้างอย่าง SCC และ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด หรือ TASCO และกลุ่มธนาคาร โดยมองว่าหุ้นที่โดดเด่น คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB กับ ธนาคารธนชาต หรือ TCAB ส่วน KTB แม้ว่าหลายคนจะให้ความสนใจในหุ้นตัวนี้ เพราะเป็นหุ้นที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท แต่ราคาปรับตัวขึ้นมาแล้ว จึงมองว่าไม่มีความน่าสนใจ
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าหุ้นที่มีความน่าสนใจหลังจากนี้ จะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทเป็นหลัก โดยจะเป็นหุ้นในกลุ่มรับเหมาที่จะได้รับผลประโยชน์ โดยเฉพาะในหุ้นของ STEC เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการลงทุนของรัฐบาลและมีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูง รวมถึง CK และหุ้นในกลุ่มธนาคารที่จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มๆ จากนโยบายของรัฐบาล และหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) ที่มีอัตราการปันผลที่ค่อนข้างดีและมีราคาที่น่าสนใจ









