บีโอไอเผยผลสำรวจนักลงทุนต่างชาติ ระบุน่าลงทุน แต่ปัญหา "คอร์รัปชัน-กฎระเบียบไม่ชัด ด้าน ส.อ.ท.ชี้ปัญหาใหญ่ แม้สิทธิประโยชน์เพียบ
นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติในไทย ยังมีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าในปี 2556 รายได้รวม รายได้จากตลาดในประเทศ รายได้จากตลาดต่างประเทศ รวมถึงกำไรของบริษัทจะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน ภาระหนี้สินและเงินลงทุนจะอยู่ในระดับเดียวกับของเดิม เช่นเดียวกับในปี 2557 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
"ขณะที่ผลการสำรวจพบว่านักลงทุนไม่มั่นใจเสถียรภาพการเมือง ซึ่งไม่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน แต่ที่กังวลมากที่สุดคือปัญหาคอร์รัปชันและระบบภาษีศุลกากร" นายโชคดีกล่าวในงานสัมมนาเรื่อง "อนาคตลงทุนไทย มองอย่างไรในสายตานักลงทุน"
ทั้งนี้ ในการสัมมนาดังกล่าว บีโอไอ ร่วมกับบริษัท ไบรอัน เคฟ (ประเทศไทย) จำกัด ศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย ประจำปี 2556 ระหว่างเดือนมี.ค.-พ.ค. 2556 จากนักลงทุนกว่า 500 รายได้ข้อมูลว่า นักลงทุนต่างชาติในไทยที่ส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่น รองลงมาคือ ประเทศในอาเซียน สหภาพยุโรป สหรัฐ และจีน
นายโชคดี กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการรักษาระดับหรือขยายการลงทุน ได้แก่ ความพร้อมของอุตสาหกรรมสนับสนุนและวัตถุดิบ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากบีโอไอ เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้เกิดการลงทุนในไทยกับต่างประเทศ
ทั้งนี้ ไทยมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจสูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์ แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศนอกอาเซียน ประเทศไทยเป็นรองญี่ปุ่น แต่มีความเอื้ออำนวยใกล้เคียงกับจีน
ส.อ.ท.ชี้คอร์รัปชันปัญหาใหญ่
นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวยอมรับว่าปัญหาการคอร์รัปชันของไทยกระจายตามส่วนงานต่างๆ ไม่น้อย เช่น สินบนนำจับของกรมศุลกากร การเรียกปรับวัตถุดิบนำเข้ามาผลิตบางชนิดที่ก่อนหน้าปล่อยให้นำเข้ามาได้ แต่วันหนึ่งเมื่อนำเข้ามาจำนวนมากภาครัฐก็ออกกฎหมายห้ามพร้อมกับปรับเงินตามมูลค่าสินค้าย้อนหลังถึง 4 เท่า รวมทั้งปัญหาการขออนุญาตตั้งโรงงาน หรือ รง.4 ของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันดังไปทั่วโลก เพราะนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุนไทยจะสอบถามความชัดเจนเป็นอันดับแรก
"ล่าสุดแม้อธิบดีกรมโรงงานจะชี้แจงเพื่อความเข้าใจกับภาคเอกชน แต่เรื่องนี้ยังเป็นปัญหา ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมควรยกเลิกกรรมการกลั่นกรอง รง.4"
ทั้งนี้ แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็งในการดึงดูดการลงทุนที่สำคัญ 3 เรื่อง ก็คือ 1.มีระบบโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมที่ดี 2.มีอุตสาหกรรมสนับสนุนที่แข็งแกร่ง และ 3. มีสิทธิประโยชน์จาก บีโอไอ ที่ดี แต่จุดแข็งเหล่านี้กำลังจะหมดไป และกลายเป็นจุดอ่อนขึ้นมาแทน
เตือนเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานนั้น หากมองไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า ศักยภาพในด้านนี้จะลดลง เพราะระบบการขนส่งทางรถไฟไม่ได้รับการพัฒนามายาวนาน มีการใช้ในการขนส่งสินค้าไม่ถึง 10% ซึ่งมีต้นทุนการขนส่งต่ำกว่าทางถนนมาก หากในอนาคตไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะทำให้ต้นทุนขนส่งสินค้าของไทยสู้กับประเทศคู่แข่งได้ รวมทั้งจะต้องพัฒนาการขนส่งทางน้ำในท่าเรือชายฝั่ง พัฒนาระบบการขนส่งทางเรือให้ไปสามารถเชื่อมต่อไปยังท่าเรือที่สำคัญของประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถรักษาศักยภาพความแข็งแกร่งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานไว้ได้
นอกจากนี้ จะต้องลดการพึ่งพาพลังงานโดยเฉพาะไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีจุดเด่นในเรื่องของความมั่นคงทางไฟฟ้าสูงมาก แต่ช่วงหลังจุดเด่นในเรื่องนี้ก็ลดลงเรื่อยๆ โดยในปีที่ผ่านมาก็ประสบปัญหาจากการปิดแท่นผลิตก๊าซในพม่า ทำให้ผู้ประกอบการต้องให้ความช่วยเหลือโดยการลดกำลังการผลิต ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ ต่างชาติก็อาจจะหมดความไว้วางใจตั้งฐานการผลิตในไทย
ส่วนนโยบายการให้สิทธิประโยชน์ จาก บีโอไอ ที่ต่างชาติมองว่าแข็งแกร่งนั้น ก็กำลังจะลดความน่าสนใจลง เนื่องจากในอดีต บีโอไอ สังกัดกับสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้สามารถประสานงานกับกระทรวงต่างๆ อย่างได้ผล แต่ในปัจจุบันก็ได้ย้ายไปสังกัดกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพียงแห่งเดียว ทำให้ประสานงานกับการทรวงต่างๆ ได้ยากขึ้น เห็นได้จากนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ ที่ดำเนินการไปอย่างล่าช้า เพราะว่าไปก้าวก่ายกับงานของกระทรวงการคลัง ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้นรัฐบาลจึงควรจะเร่งแก้ไขในปัญหาต่างๆ เหล่านี้ หากไม่สามารถแก้ไขได้ก็จะทำให้ในอีก 10 ปีข้างหน้า จุดแข็งเหล่านี้ของไทยของไทยจะกลายไปเป็นจุดอ่อน
เจโทรชี้ภาษี-ข้อกำหนดไม่ชัดเจน
ด้าน นายไซยะ ซูกิกาวา รองประธาน องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สำคัญในการเข้ามาลงทุนในไทยในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่นจะเป็นเรื่องภาษี เนื่องจากข้อกำหนดมาตรการต่างๆ บางครั้งตัดสินไม่ชัดเจน หากผู้ประกอบการคำนวณผิดพลาดก็จะถูกปรับสูงถึง 4 เท่า รวมทั้งภาครัฐควรจะมีความมั่นคงทางนโยบาย เนื่องจากทุกครั้งที่รัฐบาลออกนโยบายใหม่ ภาคเอกชนจะต้องศึกษาวางแผนการลงทุน และใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก หากนโยบายปรับเปลี่ยนบ่อยภาคเอกชนจะประสบภาวะขาดทุน
นอกจากนี้ภาครัฐจะต้องวางมาตรการรับมือความเสี่ยงจากภัยพิบัติต่างๆ อย่างชัดเจน เพราะความเสี่ยงเหล่านี้กระทบต่อการดำเนินธุรกิจมาก เห็นได้จากเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 โรงงานญี่ปุ่นภายในประเทศไทยปิดตัว กระทบต่อโรงงานอื่นๆ ทั่วโลกที่ต้องหยุดการผลิตตาม เพราะว่าไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของญี่ปุ่น
ดังนั้น จึงมีอุตสาหกรรมรถยนต์บางส่วนย้านฐานไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเป็นฐานการผลิตสำรองลดความเสี่ยงจากการลงทุนในไทยเพียงที่เดียว ทั้งๆ ที่อินโดนีเซียก็ไม่ได้มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ดีกว่าไทย
ขณะที่ปัญหาต้นทุนแรงงาน ก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญ ซึ่งล่าสุด นิคคอน ที่ได้ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดมีสัดส่วนการสูงถึง 90% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ก็ย้ายสายการผลิตบางส่วนไปที่ สปป.ลาว และนำชิ้นส่วนที่ผลิตได้กลับมาประกอบในไทยขั้นสุดท้าย เนื่องจากต้นทุนค่าแรงของไทยสูงขึ้น โดยไทยควรจะผลักดันให้มีการปรับปรุงระบบการขนส่งผ่านแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการย้ายสายการผลิตในอุตสาหกรรมระดับรองที่ต้องใช้แรงงานสูงไปผลิตในประเทศใกล้เคียงกับไทย เพื่อเป็นทางออกให้กับผู้ประกอบการในการแก้ปัญหาต้นทุนค่าแรง ขณะที่ไทยก็ยังได้รับประโยชน์ในการเป็นฐานการผลิตหลักในผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง









