โตโย-ไทย เตรียมระดมทุน 6.5 พันล้านบาท โดยเพิ่มทุน 4 พันล้านบาท และออกหุ้นกู้ 4 พันล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุน โซลาร์รูฟ
นายกอบชัย ธนสุกาญจน์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TTCL ผู้ให้บริการด้านการออกแบบวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการก่อสร้างโรงงานแบบครบวงจร เปิดเผยว่าบริษัทอยู่ระหว่างระดมทุนราว 6.5 พันล้านบาท มาจากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน 80 ล้านหุ้น และออกหุ้นกู้ในวงเงิน 4 พันล้านบาท แต่หากการเพิ่มทุนประสบความสำเร็จและได้เงินเข้ามาเพียงพอ หรือหากสามารถเจรจากู้เงินจากสถาบันการเงินที่สิงคโปร์ได้ ก็ยังไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ ทั้งนี้ คาดว่าการเพิ่มทุนจะเสร็จสิ้นราวไตรมาส 4/2556
วัตถุประสงค์ในการระดมทุน จะใช้สำหรับลงทุนใน 4 โครงการ คือโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 3 แห่ง รวมมูลค่า 1,000-1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโซลาร์ฟาร์มที่ญี่ปุ่น 1 แห่ง ในประเทศ 2 แห่ง และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนกังหันก๊าซที่พม่าอีก 1 แห่ง ขนาด 120 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การลงทุนในพม่าอยู่ระหว่างการเจรจาสัดส่วนลงทุนคาดว่าโรงไฟฟ้าจะสร้างแล้วเสร็จราวไตรมาส 3/2557
บริษัทอยู่ในระหว่างทำแผนยื่นสัญญาเสนอขายไฟฟ้า จากโรงโซลาร์รูฟ จำนวน 30 เมกะวัตต์ โดยบริษัทจะร่วมทุนกับพันธมิตรที่เป็นเจ้าของโรงงาน 2 บริษัท รายแรกมีกำลังการผลิต 10 เมกกะวัตต์ บริษัทเข้าถือหุ้น 60% ส่วนรายที่ 2 มีกำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ บริษัทถือหุ้น 40% ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องการขายไฟในไตรมาส 4/2556
"ในส่วนของโซลาร์รูฟ บริษัทร่วมทุนกับพันธมิตร 2 ราย แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นใคร ซึ่งบริษัทมีเทคโนโลยี และพันธมิตรมีสถานที่ ซึ่งการจับมือร่วมกันดังกล่าวจะทำให้บริษัทมีรายได้ในส่วนของพลังงานเพิ่มขึ้น"
นางออมสิน ศิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) เปิดเผยว่าบริษัทมีแผนที่จะออกหุ้นกู้มูลค่า 8,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นอายุ 2 ปี 3 ปี 5 ปี และ 7 ปี โดยหุ้นกู้ดังกล่าวจำนำเงินมาชำระหนี้ของบริษัทส่งผลให้ระดับอัตราหนี้สินต่อทุนของบริษัทลดลงจาก 7.47 เท่าในปัจจุบัน เหลือ ไม่เกิน 3 เท่า และจะมีเงินเหลือจำนวน 1,400 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เป็นเงินลงทุนต่างๆ โดยคาดว่าน่าจะดำเนินการได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้
สำหรับธุรกิจโซลาร์รูฟ บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะมีส่วนแบ่งจากโครงการโซลาร์รูฟในส่วนโรงงาน 25 % ของโครงการทั้งหมด โดยในกลุ่มที่อยู่อาศัยมีติดต่อเข้ามามากกว่า 100 ราย โดยมีขนาดตั้งแต่ 3.8 กิโลวัตต์ ถึง 6 กิโลวัตต์ และมี 50 รายที่ขอให้บริษัทช่วยยื่นเอกสารเพื่อขอเข้าร่วมโครงการโซลารูฟของรัฐบาลด้วย ส่วนกลุ่มโรงงาน ประมาณ 70 ราย มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 250 กิโลวัตต์ ถึง 1 เมกะวัตต์ ต่อราย โดยบริษัทจะดำเนินธุรกิจในรูป คือ การขายและติดตั้งแบบเทิร์นคีย์ กับเข้าร่วมลงทุน
ทั้งนี้ การเติบโตของโซลาร์รูฟนั้น หากบริษัทสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ จะผลให้มีรายได้จากโครงการดังกล่าวในหลักพันล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ผ่านบริษัทเอสพีซีจีแคปปิตอล ที่บริษัทถือหุ้นไว้ 30 % ส่งผลให้บริษัทต้องปรับเป้ารายได้ในปีนี้เพิ่มขึ้นจากโครงการดังกล่าวจากเดิม 2,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ล้านบาท









