วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

หวั่นทุนอาเซียนชิงตลาดร้านอาหารในไทย

ส.ภัตตาคารไทย หวั่นทุนร้านอาหารอาเซียนเปิดร้านแข่งผู้ประกอบการไทย หลังแบรนด์นอกทยอยกินส่วนแบ่งตลาดเกือบ 1 แสนล้านบาท

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) 2558 นักลงทุนของต่างชาติในกลุ่มอาเซียน ที่มีแนวโน้มจะเข้ามขยายกิจการในไทยโดยเลือกยึดทำเลที่ดี เพื่อแข่งขันกับผู้ประกอบการในประเทศมากขึ้น เนื่องจากเห็นโอกาสธุรกิจจากพฤติกรรมของคนไทยที่นิยมใช้บริการร้านอาหารแบรนด์จากต่างประเทศ เพราะจากตลาดรวมธุรกิจบริการเกี่ยวกับด้านอาหารซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าราว 6.69 แสนล้านบาทในปีนี้ มีถึงราว 1 แสนล้านบาท ที่เป็นส่วนแบ่งของร้านอาหารเชนต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น-เกาหลี ซึ่งตลาดคนไทยตอบรับสูงมาก แม้ราคาเฉลี่ยจะสูงกว่าร้านอาหารทั่วไปก็ตาม

แม้ว่าในขณะนี้ ส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจร้านอาหารแบรนด์ชั้นนำยังเป็นของบริษัทในไทยเป็นหลัก แต่เป็นไปได้ว่า เมื่อมีการเปิดเออีซี นักลงทุนในอาเซียนจะหันมาเจาะตลาดในไทยมากขึ้น เพราะมีตลาดผู้บริโภคจากฐานประชาการขนาดใหญ่ อีกทั้งมีตลาดนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเติบโตถึง 26 ล้านคน โดยประเมินว่า หากเป็นกลุ่มทุนใหญ่จะยิ่งมีกำลังในการเข้าไปจองทำเลที่ดี อาทิ ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมักจะมียอดขายสูงกว่าร้านสแตนอโลน

"ด้านมาตรฐานของร้านอาหารไทย จัดอยู่ในลำดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นรองเพียงสิงคโปร์ประเทศเดียว แต่หากในช่วง 2 ปีนี้ ผู้ประกอบการไทยที่ให้บริการด้วยตัวเองแบบไม่มีแบรนด์ ไม่สามารถเร่งพัฒนามาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าตัวเองทัดเทียมเชนต่างประเทศได้ ก็อาจจะเสี่ยงสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปให้กับต่างชาติที่เข้ามาพร้อมมาตรฐานที่ดีกว่า เหมือนกับกรณีที่ร้านเชนคอนวีเนียนสโตร์ เข้ามาบุกตลาดและทำให้ร้านโชห่วยของไทยอยู่ไม่ได้มาแล้ว"

ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งหมดที่มีในไทยกว่า 4 แสนราย ยังมีร้านที่ได้มาตรฐานระบบคุณภาพร้านอาหารไทยเพียง 10% เท่านั้น สมาคมจึงร่วมกับ 8 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้อง และ จัดโครงการ "พัฒนามาตรฐานร้านอาหาร และ แผงลอย เพื่อสุขภาวะ" โดยชักชวนให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมยกระดับคุณภาพร้านอาหาร ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพร้านอาหารของไทย (Thailand Restaurant Quality Standard : TRS 101 : 2555) ซึ่งขณะนี้ สมาคมฯ ทำการตรวจประเมินไปแล้ว 750 ร้าน และร้านแผงลอยจำนวน 200 แห่งจาก 4 พื้นที่ คือ ภาคเหนือ, ภาคใต้ และ กรุงเทพฯ