วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปตท. เปิด 3 ปัจจัยเสี่ยงบริหารเงิน

"ซีเอฟโอ"ปตท.เปิด 3 ปัจจัยเสี่ยงท้าทายการบริหารการเงิน "ตลาดทุน -ดอกเบี้ย-อัตราแลกเปลี่ยน" เผยเงินไหลออกทำตลาดเงินและตลาดทุนผันผวน

นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. (PTT) และ นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กลุ่มปตท.ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง เพราะมีความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงิน ซึ่งปัจจุบันมีความเสี่ยงสำคัญที่เข้ามาท้าทาย 3 ส่วน คือ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และภาวะตลาดทุนที่ผันผวน

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนนั้น เงินต่างชาติที่ไหลออกจากภูมิภาค หลังจากสหรัฐส่งสัญญาณลดมาตรการคิวอีทำให้ค่าเงินในภูมิภาค รวมทั้งค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็ว สิ่งสำคัญต้องมีการป้องกันความเสี่ยง ถ้าธุรกิจที่มีมาร์จินต่ำ แต่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนสูง ก็จะพยายามป้องกันความเสี่ยงมากที่สุด แต่ถ้าธุรกิจที่มีรายได้ ต้นทุนเป็นเงินบาท ก็ไม่จำเป็น

"การบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องทำ เพราะทุกๆ การเปลี่ยนแปลงมีผลกระทบต่อกลุ่มปตท. โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทุกๆ 1 บาทต่อดอลลาร์ จะกระทบกับรายได้ของปตท.ถึง 5 พันล้านบาท"

O จับจังหวะกู้เงิน-ดูแลสภาพคล่อง

เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยที่เห็นว่ามีแนวโน้มสูงขึ้น เมื่อคิวอีลด เม็ดเงินก็ลงทุนในระยะสั้นมากขึ้น ซึ่งหากภาคธุรกิจใดมีความต้องการกู้เงิน ก็ต้องรีบในช่วงนี้ ก่อนที่ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นในช่วงปลายปี และก่อนที่จะมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านของรัฐบาล จะเข้ามาเบียดบัง หรือดูดสภาพคล่องในตลาด

ทั้งนี้ การจัดหาเงินกู้ หรือระดมทุนจะต้องดูจังหวะ จับตลาดให้เหมาะสม ซึ่งในช่วงที่เงินไหลออก แล้วดัชนีตลาดหุ้นปรับลดลง การระดมทุนในตลาดหุ้นอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ บจ.อาจจะหันไปใช้การระดมทุนผ่านตราสารหนี้แทน

"สิ่งสำคัญที่สุด คือ การรักษาสภาพคล่อง เพราะหลายบริษัทที่มีผลประกอบการดี ตัวเลขทางบัญชีดีมาก แต่ต้องตาย เพราะขาดสภาพคล่อง แม้จะต้องเลือกจังหวะในการออกตลาด เพื่อให้ได้ต้นทุนที่เหมาะสม แต่ก็ต้องบริหารสภาพคล่องไม่ให้ขาด"

O จับตาราคาน้ำมันแตะ 120 ดอลลาร์

สำหรับอัตราเงินเฟ้อยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนที่ผ่านมาต่ำมาก ส่วนการปรับขึ้นราคาสาธารณูปโภคหลายส่วน ทั้งค่าทางด่วนและแก๊สหุงต้ม (แอลพีจี) มีผลกระทบค่อนข้างน้อย แต่ที่น่ากลัวคือ ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นมากจากสถานการณ์ในซีเรีย

แม้ว่าซีเรียจะมีกำลังการผลิตน้ำมันไม่มาก เพียง 4 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่ส่งผลทางด้านจิตวิทยา กระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยในแถบตะวันออกกลาง ทำให้เสถียรภาพทางการเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากเกิดสงครามหรือความรุนแรงที่มากขึ้น ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลก อาจพุ่งถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากไม่มีอะไร ราคาน้ำมันก็คงลดลงมาอยู่ในระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

"นอกจากความเสี่ยงในสามปัจจัยแล้ว ปตท.ยังต้องบริหารความเสี่ยงทางเรื่องราคาน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นลงทุกๆ 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบรายได้ปตท.ประมาณ 1.3 พันล้านบาท โดยทางคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง มีนโยบายให้ ปตท.ประกันความเสี่ยง หรือ เฮดจิ้ง ประมาณ 30-40% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสม และคงไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ เนื่องจาก ปตท.ไม่มีนโยบายเก็งกำไรจากราคาน้ำมัน”

O วาง 3 สเต็ปสู่อินเฮ้าส์แบงกิ้งในปี 2558

นอกจากการบริหารความเสี่ยงในระยะสั้นแล้ว กลุ่ม ปตท.ยังมีแผนบริหารการเงินร่วมกัน ในรูปแบบ อินเฮ้าส์ แบงกิ้ง (In House Banking) เพื่อจัดระบบการสนับสนุนแหล่งเงินทุนกันเองของบริษัทในเครือ ซึ่งมีอยู่ถึง 300 บริษัท ใน 28 ประเทศ เพื่อลดข้อจำกัดในการปล่อยกู้ของภาคธนาคารพาณิชย์ ที่มีเพดานในการปล่อยกู้ให้กับแต่ละกลุ่มธุรกิจ

โดยมี 3 ขั้นตอน คือ 1.ช่วงเริ่มแรกได้วางมาตรฐานทางบัญชีให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 2.การเป็นผู้ให้บริการ (Service Provider) มีการสร้างเครือข่ายการทำธุรกรรมการเงิน เริ่มจากบริษัทลูกของปตท.ในต่างประเทศก่อน โดยตั้งเป็นสำนักงาน RTC (Regional Treasury Center) ตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ เพื่อบริหารการเงินให้กับบริษัทในต่างประเทศ จะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนหน้านี้

สำหรับขั้นตอนที่ 3 คือ การเป็น อินเฮ้าส์ แบงกิ้ง ซึ่งจะมีการสนับสนุนทางด้านการเงินระหว่างกัน รวมทั้งทำงานทางด้านวาณิชธนกิจ หรือ อินเวสเมนท์แบงกิ้ง (ไอบี) สำหรับการออกไปเจรจาร่วมทุน ซื้อกิจการ หรือร่วมลงทุนในต่างประเทศ คาดว่าจะเห็นการเป็น อินเฮ้าส์ แบงกิ้ง เต็มรูปแบบในปี 2558

O แนะใช้มาตรฐานบัญชีสร้างความเชื่อมั่น

ในการบริหารการเงิน เรื่องระบบมาตรฐานบัญชีมีความสำคัญ ทั้งในเรื่องความถูกต้อง และความชัดเจนของข้อมูล นอกจากนี้มาตรฐานทางบัญชียังเป็นจุดสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเลือกมาลงทุน เพราะถึงแม้บริษัทมีกำไรดีแค่ไหน แต่หากระบบมาตรฐานทางบัญชีไม่ดี นักลงทุนก็ไม่เลือกมาลงทุน เพราะไม่มีความเชื่อมั่นว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง

"นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนสถาบัน ที่ลงทุนตามพื้นฐานไม่ใช่เก็งกำไร จะดูเรื่องมาตรฐานทางบัญชีด้วย นอกจากนี้ในการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) บจ.จึงควรวางระบบบัญชีให้เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งปัจจุบัน บจ.ใหญ่ๆ ก็ใช้มาตรฐานบัญชีไอเอฟอาร์เอส (IFRS) แล้ว แต่ บจ.ขนาดเล็กยังน่าเป็นห่วง ซึ่งเรื่องความเข้าใจของผู้บริหารก็สำคัญ"