วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประมนต์'จี้สร้างจิตสำนึกต้านคอร์รัปชัน

องค์กรต้านคอร์รัปชัน ระบุ 4 ปัจจัยหลัก ฉุดสังคมไทย สู่ยุค "มหาวิกฤติคอร์รัปชัน" แนะสร้างจิตสำนึกแก้ปัญหาในระยะยาวก่อนประเทศล่มสลาย

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันแก้ไข เพราะว่าปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และหนึ่งในแนวทางแก้ไขปัญหา คือ การกระตุ้นให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวในโอกาสเปิดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2556 "ACT NOW ร่วมกันสู้ กอบกู้อนาคต" วานนี้ (6 ก.ย.) โดยมีสมาชิกองค์กร ผู้บริหารทั้งจากภาครัฐและเอกชน ประชาชน เข้าร่วมงานเพื่อแสดงพลัง ACT NOW ณ หน้าลานพาร์คพารากอน กว่า 1,000 คน ว่า ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อยู่ในภาวะทรงกับทรุด และกำลังก้าวเข้าสู่มหาวิกฤติคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นผลจากสังคมที่ยังขาดจิตสำนึกการต่อต้านคอร์รัปชัน ความไม่จริงจังของรัฐบาลและฝ่ายบริหาร

"แม้รัฐบาลจะแสดงเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่พบว่าไม่ได้ดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล เช่น โครงการรับจำนำ"

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยความเห็นแก่ตัวของนักธุรกิจ สภาวะสมยอม สภาวะจำยอม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมักมีวงเงินที่สูงมาก จึงมีพ่อค้า "วิ่งเต้น" เพื่อให้ได้งาน จึงเป็นช่องทางให้พวกโกงถือโอกาสเรียกร้อง "เงินทอน" ในวงเงินจำนวนมาก หากไม่ยอมจ่ายก็ไม่ได้งาน รวมทั้งปัจจัยข้าราชการดีถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งจากผลการวิจัยของสถาบันการศึกษาหลายแห่ง พบว่า แวดวงราชการมีการซื้อขายตำแหน่งมากและมีมูลค่าสูงมากเช่นกัน และปัจจัยสุดท้าย คือ การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่ขาดความกล้าในการติดตามขุดคุ้ยนำเสนอข้อเท็จจริง โดยสื่อที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา มักถูกแกล้งทั้งทางลับและทางกฎหมาย

ไทยติดอันดับ 88 จาก 160 ประเทศ

อย่างไรก็ตาม การต่อต้านคอร์รัปชันมีความคืบหน้าเช่นกัน เช่น กรณีการจัดซื้อรถโดยสารเอ็นจีวี 3,183 คัน ของ กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นโครงการตัวอย่างที่ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม และที่ประสบความสำเร็จแล้ว คือ การแก้ไขปัญหารางวัลนำจับของกรมศุลกากร และยังได้รับความร่วมมือจากกระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องปัญหาการร้องเรียนการเรียกรับสินบน ซึ่ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้ยกเลิก

"ขณะนี้คนไทยรับรู้และตื่นตัวเรื่องคอร์รัปชันมากขึ้น แต่อันดับปัญหาคอร์รัปชันของไทยยังอยู่ลำดับที่ 88 จากการจัดอันดับ 160 ประเทศ ได้คะแนนเพียง 3.7 ถือว่าสอบตก ปัจจุบันการแก้ปัญหาในภาพรวม ประชาชนยังไม่ได้ใส่ใจมากนัก"

แนะสร้างจิตสำนึกแก้คอร์รัปชัน

อย่างไรก็ตาม องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันได้ผลักดันการต่อต้านคอร์รัปชันได้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมแก้ปัญหาการรับสินบนในการขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน การเพิ่มมาตรการด้านกฎหมายในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ การแต่งตั้งตัวแทนเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการลงทุนน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในระยะยาวต้องเน้นการสร้างจิตสำนึก เน้นความใส่ใจในการต่อต้านคอร์รัปชัน และปฏิเสธการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ หากยังเกิดการคอร์รัปชันต่อไปในอนาคตเชื่อว่าประเทศไทยจะล่มสลายได้ แม้ว่าสถิติการคอร์รัปชันของไทยในปัจจุบันยังไม่ได้มีสถิติใหม่ว่าการคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาการทุจริตของประเทศจะลดลง เพราะปัญหาหรือแนวโน้มการคอร์รัปชันของประเทศไม่ดีขึ้น

"แม้รัฐบาลประกาศว่าจะแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แต่ยังไม่เห็นผลในเชิงการปราบปรามและนำคนผิดมาลงโทษ ส่วนโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก เช่นโครงการรับจำนำข้าว อยากให้รัฐบาลดูโครงการเก่าที่ดำเนินการแล้ว และปิดช่องว่างต่างๆ ที่ทำให้เกิดการทุจริต"

ด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปัญหาจากโครงการรับจำนำข้าวยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และเชื่อว่าปัญหาทุจริตจะยังคงเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งในระยะยาวอยากให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางการให้ความช่วยเหลือเป็นแบบทางตรงมากขึ้น เพื่อลดช่องทางที่จะก่อให้เกิดการทุจริต

ทีดีอาร์ไอแนะรัฐเปิดเผยข้อมูล

นางสาวเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในหัวข้อ "ชำแหละผลการวิจัยนิสัยโกงกินและการตอบสนองของแต่ละภาคส่วน" ว่า การลดปัญหาคอร์รัปชันต้องเริ่มต้นจากทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตรวจสอบและขับเคลื่อน จากปัจจุบันที่แต่ละส่วนมีบทบาทสำคัญแต่ยังแยกกันทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. นักวิชาการ เอ็นจีโอ สื่อมวลชน จึงไม่มีพลังในการต่อต้านคอร์รัปชัน ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างที่ภาคเอกชนรวมตัวกันตรวจสอบภาครัฐอย่างเข้มแข็ง และสามารถพลิกจากประเทศที่มีการคอร์รัปชันอย่างหนักเหมือนไทยมาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นในปัจจุบัน

"ทางออกสำคัญของการแก้ไขปัญหา คือ ภาครัฐต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ เพราะปัจจุบันหลายปัญหาไม่สามารถหาทางออกได้ เพราะไม่มีข้อมูล ขณะที่กฎหมายปัจจุบันไม่มีการบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม"

ด้าน นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนบัวหลวง จำกัด กล่าวว่า เพื่อลดการทุจริตในโครงการภาครัฐต่างๆ ในช่วงที่รัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรระบุในรัฐธรรมนูญว่าในนโยบายการหาเสียงทั้งหมดของพรรคการเมืองต้องมีผู้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของนโยบาย ผลได้ผลเสียต่อประเทศโดยรวม ก่อนที่นโยบายจะถูกนำมาปฏิบัติ เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณอย่างไร้ประสิทธิภาพ และควรมีการลงโทษรุนแรงกับผู้ที่กระทำผิดข้อหาคอร์รัปชันเพื่อให้เป็นแบบอย่าง

ใช้2กลไกหลัก "ปราบปราม-ป้องกัน"

นายวิชัย อัศรัสกร เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ต้องพึ่งกลไก 2 ส่วนที่สำคัญ คือ 1.การปราบปราม ซึ่งต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น จะเห็นว่าประเทศจีนมีกระบวนการปราบปรามที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และ 2.กลไกการป้องกัน ซึ่งเป็นทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่นเดียวกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน คือ การใช้กรอบข้อตกลงคุณธรรมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โครงการจัดซื้อรถโดยสารเอ็นจีวี 3,183 คัน

"ตัวแทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันมีส่วนร่วมในการท้วงติงและเสนอแนะเกี่ยวกับร่างทีโออาร์และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยข้อเสนอดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และได้ปรับปรุงร่างทีโออาร์ตามข้อเสนอ แต่ทั้งหมดยังอยู่ในขั้นดำเนินการ"