วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฝรั่ง "ขาย" รายย่อย รอ "ช้อน" สิ้นปีลุ้น SET 1,200 จุด

ตลาดหุ้น“แดงเดือด”แต่“มนต์เสน่ห์” ไม่เคยจางหาย“แปดเซียนขั้นเทพ” พร้อมใจหาจังหวะไล่กวาด “หุ้นดีราคาแสนถูก” สิ้นปี ดัชนีอาจลงลึกถึง 1,200 จุด

8 เดือนผ่านมา (ม.ค.-ส.ค.) นักลงทุนต่างชาติสลัดหุ้นไทยทิ้งแล้วกว่า 110,000 ล้านบาท บางวัน SET INDEX แกว่งตัวหนักลดลง “กว่าร้อยจุด” ตลาดหุ้นส่อแววอาการน่าเป็นห่วงหนักขึ้นในช่วงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยการสร้างสถิติ “ต่ำสุด” ระดับ 1,338 จุด ณ วันที่ 25 มิ.ย.2556 หลังขึ้นไปสัมผัส “ยอดดอย” 1,649 จุด เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ก่อนจะ “ทุบสถิติต่ำสุด” อีกครั้งที่ระดับ 1,260 จุด ในวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมผ่อนคลายมาตรการ QE หลังเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา และยุโรปเริ่มฟื้นตัวชัดเจน,ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เมืองไทยถูกหลายหน่วยงานหั่นเป้าหมายเฉลี่ยเหลือ 4.5% หลังการบริโภคภายในประเทศส่อแววลดลง และความกังวลต่อวิกฤติซีเรีย เหตุผลเหล่านี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างประเทศตัดสินใจทยอยขนเงินกลับบ้านเกิด

ช่วงตลาดหุ้นลงแรงต่อเนื่อง ผู้เกี่ยวข้องเดินสายเรียก “ขวัญกำลังใจ” เม่าน้อย-ใหญ่ ต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่ “นก-จรัมพร โชติกเสถียร” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ออกมาตอกย้ำว่า นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมของนักลงทุนระยะยาวในการเลือกหุ้นที่มีคุณภาพ และพื้นฐานดี หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมาก พื้นฐานหุ้นไทยยังดีเห็นได้จากผลประกอบการไตรมาส 2/56 ของบริษัทจดทะเบียนที่ยังคงเติบโต และมีอัตราการจ่ายปันผลสูงถึง 3.5% ถือว่ามีผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในลักษณะอื่นๆ

แนวโน้มตลาดหุ้น 6 เดือนหลังของปีนี้ อยากให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ต่างๆ หลังมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลก

“ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า หุ้นไทยปรับตัวลดลง ถือเป็นเรื่องปกติ ที่ผ่านมาตลาดหุ้นปรับขึ้นมาค่อนข้างสูง โดยมีปัจจัยในประเทศเป็นตัวผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มเติบโตที่ดี แถมยังได้ประโยชน์จากการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลของภาครัฐ
ตอนนี้ “เงินร้อน” จากต่างประเทศอยู่ในเมืองไทยไม่มากนัก เห็นได้จากเม็ดเงินที่เข้ามาในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้นมีจำนวนไม่สูง ส่วนใหญ่จะเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวที่มีอายุเฉลี่ย 4-5 ปี มากกว่า

ตามติดด้วย “โต้ง-กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “นักลงทุนมืออาชีพคงเข้าใจความ “ผันผวน” ของตลาดหุ้น และอาจใช้จังหวะหุ้นร่วงซื้อสะสม เพื่อรอทำกำไรในช่วงตลาดหุ้นดีขึ้น หุ้นลงรอบนี้เกิดจากนักลงทุนต่างชาติระยะสั้น หรือ HOT MONEY เทขายหุ้น หลังกังวลเรื่องที่เฟดจะลดมาตรการ QE เมื่อคนเล่นสั้นหมดไปจะเหลือเพียงนักลงทุนระยะยาว เมื่อนั้นต่างชาติจะกลับมาซื้อหุ้นไทยอีกครั้งเร็วๆนี้น่าจะเห็น”
หุ้นไทยสวิงเช่นนี้ “เม่าน้อย” วางแผนลงทุนอย่างไรดี ? “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ถามเรื่องนี้กับ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ผู้เผยแพร่แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกในประเทศไทย (วีไอ)

“ผมคิดว่า ตลาดหุ้นลงแรงๆ แบบนี้ ถือเป็น "โอกาสทอง” ในการแสวงหาหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ที่ไม่ถูกกระทบจากปัจจัยภายนอก ไปไล่ดูสิราคาหุ้นลดลงมาเยอะแล้ว ฉะนั้นหากเข้าไปลงทุนรับรองได้รับผลตอบแทนที่แสน “คุ้มค่า” เมื่อเวลาตลาดหุ้นดีดตัวกลับมา"

“ต่อให้หุ้นไทยลงแรงแค่ไหน ความน่าสนใจยังมีอยู่ โดยเฉพาะในแง่ของผลตอบแทนที่ดีกว่าลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ”

ปลายปี 2556 ดัชนีน่าจะ “รีเทิร์น” กลับมาอีกครั้ง คงยืนราวๆ 1,200 จุด ถือเป็นจุดที่น่าเข้าไปลงทุนมากๆ แต่ช่วงนี้อาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามากระทบตลาดหุ้น โดยเฉพาะเรื่องรอความชัดเจนมาตรการ QE ที่จะประชุมในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ รวมถึงปัจจัยทางการเมืองในกรณีการแก้กฎหมายนิรโทษกรรม รวมถึงการนำเรื่องพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เข้าพิจารณาในรัฐสภา

“ดอกเตอร์” แนะนำหุ้นน่าลงทุนว่า กลุ่มที่มีการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นหลัก ประเภทนี้น่าสนใจมาก ถึงแม้ว่าการบริโภคภายในประเทศจะส่งสัญญาณชะลอตัว อาทิ หุ้นกลุ่มค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น หุ้นที่จะได้รับผลกระทบจากการบริโภคลดลงจะเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มยานยนต์ หุ้นประเภทนี้จะถูกผู้บริโภคเลื่อนการใช้เงินออกไป เมื่อเศรษฐกิจไม่ดีมักถูกละไว้เป็นอันดับแรกๆ

ฟาก “เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง” เซียนเทคนิค เชื่อว่า ตลาดหุ้นแบบนี้เหมาะมากในการหาจังหวะช้อนหุ้น บางตัวราคาลดลงเยอะมาก เมื่อเทียบกับพื้นฐานที่ดี

“ผมเองไม่ค่อยเข้าใจว่า หุ้นดีทำไมถึงลงได้มากขนาดนี้” ทั้งๆที่พื้นฐานเศรษฐกิจเมืองไทยยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชัดเจน คุณลองไปดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งยังมีอัตราการเติบโตที่ดี แม้บางบริษัทจะมีผลประกอบการชะลอตัวบางในช่วงไตรมาส 2/56

หุ้นไทยยังเป็นตลาดที่น่าลงทุน อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ ค่า P/E ยังต่ำกว่าประเทศอื่นที่อยู่ในแถบเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ดังนั้นนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุนช่วงนี้ จงเลือกหุ้นที่มี “พื้นฐานดี ราคาถูก ธุรกิจโตต่อเนื่อง จ่ายเงินปันผลตลอด” ไปเลือกจิ้มเลยเวลานี้ของดีของถูกมีเต็มตลาด

“เซียนหุ้นรายใหญ่” เตือนว่า เดือนก.ย.นี้ ถือเป็นเดือนที่ต้องรอดูความชัดเจนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในประเทศซีเรีย และมาตรการ QE ส่วนปัจจัยภายในประเทศมีเรื่องเดียวที่ต้องติดตาม นั่นคือ การเมือง โดยเฉพาะกรณีการแก้กฎหมายนิรโทษกรรม รวมถึงการพิจารณาเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท หากตลาดหุ้นไทยรอดเดือนนี้ไปได้น่าจะ “ผ่านฉลุย”

“ซื้อหุ้นแพงผมไม่เคยกลัว แต่ขอให้ซื้อหุ้นแล้วขึ้นเป็นใช้ได้ ตลาดหุ้นไทยต้องอาศัยความเชื่อมั่น”

ถามว่าหุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจ? เขาบอกว่า กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี กลุ่มนี้ราคาไม่ค่อยขึ้นเท่าไร หากย้อนดู 3 ปีก่อน กลุ่มพลังงานเป็นหุ้นที่ราคาไม่ไปไหน ทั้งๆที่ค่า P/E ต่ำ โดยเฉพาะหุ้นปตท. (PTT) ที่มีค่า P/E ประมาณ 8 เท่า ถือว่ายังต่ำกว่าค่า P/E ตลาด แต่ราคากลับไม่ขึ้น ใครอยากได้ช้อนเลย ตอนนี้กำลังมีข่าวที่กระทบต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีพอดี

“ที่ผ่านมาส่วนตัวมีขายหุ้นออกไปแล้วค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.2566 ตอนนี้เหลือหุ้นอยู่ในพอร์ตประมาณ 20% เท่านั้น อยากรอดูความชัดเจนก่อน หากทุกอย่างโอเคจะกลับเข้ามาลงทุนใหม่”

“กว่าจะหาเงินสักบาทได้ในตลาดหุ้นมันช่างลำบากจริงๆ”

ด้าน “แพท-ภาววิทย์ กลิ่นประทุม” ในฐานะที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง เล่าว่า ตอนนี้หุ้นไทยอยู่ในช่วง “ปรับฐานครั้งใหญ่” หลังไม่ได้มีการปรับฐานรอบใหญ่ๆ มากกว่า 2 ปีแล้ว ฉะนั้นช่วงนี้ ถือเป็นโอกาสทอง ราคาหุ้นแต่ละตัวปรับลดลงมาต่ำกว่า พื้นฐานค่อนข้างมาก

“ทุกครั้งที่มีข่าวร้ายรุมล้อม หุ้นไทยมักตกแรงๆแบบนี้ละ”

หุ้นไทยน่าจะตกอยู่ในภาวะ “ผันผวน” อีกสักระยะ “ผมอยากให้นักลงทุนคิดบวกในช่วงที่ตลาดหุ้นแย่แบบนี้ หันมามองหาหุ้นที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต พื้นฐานดีๆ จ่ายเงินปันสม่ำเสมอน่าจะดีกว่า ส่วนนักลงทุนที่มีกำไรอยู่แล้วควรหาโอกาสขายทำกำไรอีกสักรอบ สิ้นปี 2556 ดัชนีน่าจะยืน 1,250 จุด จังหวะนี้ละดีมากหากจะเข้าไปลงทุน"
ถามถึงกลยุทธ์การลงทุนในช่วงตลาดหุ้นผันผวน “หนุ่มแพท” บอกว่า เลือกหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง อยากให้นักลงทุน “โฟกัส” เป็นรายธุรกิจ ดูบริษัทที่อนาคตน่าจะมีอัตรากำไรเติบโต และมีการจ่ายปันผลที่ดี

นักลงทุนควรแบ่งเงินมาลงหุ้น 80% มากขึ้นจากเดิมที่เคยแนะนำในสัดส่วน 70% แต่หากดัชนีลดลงไปยืน 1,200 จุด ให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นเป็น 100% แต่ต้องอยู่ภายใต้การลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี ผลประกอบการเติบโต “จงซื้อและถือยาว” เพื่อรอตลาดกลับมาอีกรอบ

“หุ้นที่มีความ “เปราะบาง” มากสุดในช่วงจังหวะนี้ น่าจะเป็น “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” เป็นหุ้นกลุ่มที่ควรจะเล่นรอบระยะสั้น ซื้อหุ้นราคาแพงก็ต้องซื้อและขายในราคาที่แพงกว่า”

“นิ้วโป้ง-อธิป กีรติพิชญ์” เซียนหุ้นวีไอหนึ่งในสมาชิก Stock2Morrow บอกว่า แม้ตลาดหุ้นจะมีแต่ข่าวร้าย “ห้อมล้อม” แต่หุ้นไทยยังมีความน่าสนใจเหมือนเดิม หากมีใจรักที่จะลงทุน ให้เลือกลงทุนที่มีพื้นฐานดี ค่า P/E ต่ำๆ และอนาคตมีผลประกอบการขยายตัวต่อเนื่อง อยากให้นักลงทุนแบ่งงเงินเก็บมาซื้อหุ้น คัดแต่หุ้นเกรด A ที่ราคาลงมา 30-40% เข้าพอร์ต

“ท่องไว้ในใจเสมอ หุ้นราคาแพงไม่ซื้อ ถูกแล้วค่อยซื้อ”

“ผมมองว่า ดัชนีจะยังคง “ผันผวน” ไปจนถึงไตรมาส 4/56 เพราะว่าทิศทางเงินทุนต่างชาติไหลออกชัดเจนมาก และยังไม่เห็นมีข่าวดีมาสนับสนุน ผมยังมองไม่ออกนะ สงสัยนักลงทุนต้องลองส่อง SET ช่วงหน้าหนาวดูบ้าง ฤดูกาลเก็บเกี่ยวหมดไปแล้ว และยังไม่รู้ว่าจะกลับมาอีกครั้งเมื่อไหร่”

เขาบอกว่า นักลงทุนหน้าใหม่ที่อยากจะเข้ามาลงทุน ตลาดหุ้นยังน่าสนใจ เขาย้ำ เลือกหุ้นที่ดี มีพื้นฐานแข็งแกร่ง หากเข้ามาแล้วพอร์ตติดลบ ขอให้ติดหุ้นที่ “สมศักดิ์ศรี” ติดหุ้นที่มีพื้นฐานดี เวลาคนอื่นถามว่า ติดหุ้นตัวไหนอยู่จะได้ตอบได้ เมื่อเลือกหุ้นที่พื้นฐานดีแล้ว เขาจะมีเงินปันผลตอบแทนให้ทุกปี แม้ราคาหุ้นจะร่วงแต่ก็มีเงินปันผล

บรรยากาศการลงทุนแดงๆแบบนี้ ไม่อยากให้นักลงทุน “ตกใจ” ดัชนีลดลงเกิดจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก หลังนักลงทุนต่างชาติขนเงินกลับประเทศ แต่อัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนหลายบริษัทยังดีอยู่ แถมยังสามารถจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้ต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าบริษัทเหล่านี้มีการบริหารจัดการที่ดี

“อย่าไปลงทุนในหุ้นที่มีความอ่อนไหวตามปัจจัยในต่างประเทศ ราคาหล่นขนาดนี้เข้าไปเก็บนิดหน่อยพอ อาทิ กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และกลุ่มสื่อสาร กลุ่มเหล่านี้เน้นการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศทั้งหมด”

“หลิน” วีระพงษ์ ธัม เซียนหุ้นวีไอ ในฐานะหนึ่งในกรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) บอกว่า ตลาดหุ้น “ผันผวน” นี่แหละโอกาสดีในการเก็บหุ้น ที่ผ่านมาราคาหุ้นไทยลงมาแบบหน้ากระดาน หุ้นพื้นฐานดียังลง
ภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่มีอะไรเปลี่ยน ถือเป็นช่วงปรับสมดุลมากกว่า เชื่อว่าปี 2557 การบริโภคภายในประเทศจะกลับมา ปีหน้าทุกอย่างจะมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งออกจะดีขึ้น ถ้าไม่มีอะไรเลวร้าย ยิ่งหากมีโครงการภาครัฐออกมาสนับสนุน อะไรๆน่าจะดีขึ้น

“หนุ่มหลิน” วิเคราะห์ว่า บรรยากาศการลงทุนช่วงนี้ เปรียบเหมือนตกอยู่ในภาวะตกใจ “หันซ้ายหันขวามีแต่คนขายหุ้น แทบไม่มีใครซื้อ” แต่ถ้ามองในทางกลับกันถือว่า เป็นโอกาสที่ดีของนักลงทุน ฉะนั้นควรแบ่งเงินมาซื้อหุ้น 60-70% สิ้นปีนี้ SET index น่าจะติดลบไม่เกิน 10% หรือยืนที่ระดับ 1,200 จุด

“หากหุ้นไทยลงมาอีกผมคงตาค้าง เพราะว่าหุ้นบางตัวพื้นฐานดีมาก แต่ราคากลับลงเกินปัจจัยพื้นฐาน”

ถามว่าหุ้นกลุ่มไหนยังมี “เสน่ห์” เขาบอกว่า กลุ่มที่มีการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ถึงแม้จะมีการชะลอตัวการบริโภคลงบ้าง แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะดีดกลับมา เพราะว่าทุกคนต้องมีการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่หุ้นกลุ่มสินค้าราคาแพง เช่น บ้าน รถยนต์ หากเศรษฐกิจไม่เลวร้ายน่าจะกลับมาได้เช่นกัน

ฝั่ง “ป๋อง-สุกิจ อุดมศิริกุล” กรรมการผู้จัดการสายงาน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET บอกว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะ “ผันผวน” ไปจนถึงปลายปีนี้หากไม่มีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน ไม่มีโครงการของภาครัฐออกมา โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจค 2.2 ล้านล้านบาท สิ้นปี 2556 ดัชนีน่ายืนระดับ 1,400 จุด แต่หากมีโครงการของภาครัฐออกมาตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นไปมากกว่านี้

“เงินร้อนที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยเมื่อ 3-5 ปีก่อน ปัจจุบันไหลออกจากตลาดหุ้นไทยไปเยอะแล้ว เหลืออยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ส่วนตัวเชื่อว่ายังมีโอกาสที่ต่างชาติจะขายออกอีก แต่คงไม่มากเหมือนที่ผ่านมา”

เขาแนะนำการลงทุนว่า ควรเลือกลงทุนในกลุ่มที่มีการบริโภคภายในประเทศ เช่น “กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการ 2.2 ล้านล้านบาท “กลุ่มธนาคาร” ที่จะได้รับประโยชน์จากการกู้เงินของเอกชนมาลงทุน “กลุ่มสื่อสาร” ที่ได้เรื่องการลงทุนโครงข่าย 3 G สนับสนุนและจะมีการประมูลโครงข่าย 4G ในอนาคต นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงให้ลงทุนในตลาดหุ้นสัดส่วน 60-70% แต่ใครรับความเสี่ยงได้ต่ำลงแค่ 50% พอ

“ไตรมาส 3/56 น่าจะเป็นช่วงที่ราคาหุ้นต่ำสุด และไตรมาส 4/56 ดัชนีจะปรับตัวดีขึ้น ถือว่าปีนี้ราคาหุ้นผันผวนค่อนข้างเยอะ ปี 2557 น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น และจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สถานการณ์ในประเทศซีเรียมองว่า หากเกิดภาวะสงครามอาจกระทบตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่ที่กระทบมากน่าจะเป็นในเรื่องของราคาน้ำมันที่จะปรับเพิ่มขึ้น ฉะนั้นยังคงต้องติดตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด” “สุกิจ” เชื่อเช่นนั้น

ด้าน “ต้น” เผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย บอกว่า ตลาดหุ้นไทยยังคง “น่าสนใจ” แต่อาจน้อยลงบ้าง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและยุโรป เริ่มฟื้นตัวชัดเจน ทำให้เงินไหลกลับไปประเทศเหล่านั้นมากขึ้น

ถามว่า มองดัชนีปลายปี 56 เท่าไร บอกตรงทำนายไม่ถูก เพราะว่ามีปัจจัยหลายที่อาจส่งผลกระทบ แต่เท่าๆที่ดูอะไรหลายอย่างน่าจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3 ตอนนี้เรามองข้ามไปถึงปี 2557 ตลาดหุ้นไทยน่าจะมีการฟื้นตัวจากปีนี้ เป้าหมายดัชนีปีหน้าจะอยู่ 1,550 จุด คิดจากค่า P/E 13 เท่า

ช่วงนี้หากตลาดหุ้นไทยลดลงอีกถือเป็นจังหวะเข้าไปทยอยเก็บ โดยให้อิงหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของอเมริกาและยุโรป อาทิ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี กลุ่มส่งออก และกลุ่มท่องเที่ยว ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในประเทศ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่รอความชัดเจนของโครงการ 2.2 ล้านล้านบาท แนะนำ “เก็งกำไร” ไปก่อน

“ทอม” ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ยังมองเป้าดัชนีสิ้นปี 2556 ที่ระดับ 1,550 จุด จากประสบการณ์ในช่วง 1-2 ปีก่อน พบว่า ดัชนีสามารถปรับขึ้นลงได้ 40-50 จุดในวันเดียว เหตุที่เชื่อเช่นนั้นเป็นเพราะพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนยังดีอยู่ แต่ติดที่ บรรยากาศการลงทุนเท่านั้น ขณะเดียวกันยังเชื่อว่า ช่วงครึ่งปีหลัง มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันน่าจะอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 45,000 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท

“กลยุทธ์ลงทุนช่วงนี้ จงทยอยซื้อสะสม โดยให้เลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีเท่านั้น”
----------------------------------------------------------
“อิชิตัน กรุ๊ป” ไม่แคร์หุ้นแดง สิ้นปีขาย IPO

ตลาดหุ้นแดงเกือบทุกวัน “อิชิตัน กรุ๊ป” มีแผนเลื่อนเข้าตลาดหุ้นรึเปล่า? “ตัน ภาสกรนที” กรรมการผู้อำนวยการ “อิชิตัน กรุ๊ป” บอกว่า เรายังคงเดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์เหมือนเดิม ยกเว้นมีเหตุการณ์สงครามในตะวันออกกลาง อาจเป็นเช่นนั้นบริษัทคงต้องเลื่อนการขายหุ้นไอพีโอ ถือเป็นเรื่องที่กำหนดไว้ในมติที่ประชุม

สำหรับความคืบหน้าในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยก.ล.ต. จะไปเยี่ยมชมการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน (Company Visit) ปลายเดือนก.ย.นี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาดเราจะซื้อขายวันแรกในวันที่ 11 ธ.ค.2556

สิ้นปี 2556 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขาย 4,500 ล้านบาท แต่คงทำได้ 5,000 ล้านบาท ภายหลังจากที่สภาพอากาศของประเทศมีความร้อนมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการเครื่องดื่มที่สร้างความสดชื่นมากขึ้น