วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขีดแข่งขันไทยไต่อันดับที่37ห่วงการเมืองป่วน

"ดับเบิลยูอีเอฟ"เปิดผลจัดอันดับขีดแข่งขัน จาก 148 ประเทศ ไทยไต่อันดับมาอยู่ 37 ในปีนี้ จากเดิม 38 ห่วง"การเมืองป่วน-คอร์รัปชัน"

เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิลยูอีเอฟ) เผยผลการจัดอันดับขีดแข่งขันประจำปี 2556 ของ 148 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ปรากฏว่าสวิตเซอร์แลนด์ครองตำแหน่งประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลกไว้ได้ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 แม้ว่าดับเบิลยูอีเอฟระบุว่าสวิตเซอร์แลนด์ต้องผ่อนคลายการควบคุมภาคธนาคารลงบ้างก็ตาม

ประเทศที่ติด 10 อันดับขีดแข่งขันสูงที่สุดในโลกปีนี้ ล้วนเป็นประเทศเดียวกันกับปีที่แล้ว แต่สลับตำแหน่งกัน โดยสิงคโปร์ยังครองอันดับ 2 ไว้ได้ ตามด้วยฟินแลนด์ อันดับ 3

ส่วนเยอรมนีอันดับ 4 ขยับขึ้นจากอันดับ 6 สหรัฐอยู่อันดับ 5 จากอันดับ 7 สวีเดนอยู่อันดับ 6 ลดลงจาก 4 ฮ่องกงอยู่อันดับ 7 ขึ้นจากอันดับ 9 เนเธอร์แลนด์ อยู่อันดับ 8 ลดลงจากอันดับ 5 ญี่ปุ่นอยู่อันดับ 9 ขึ้นจากอันดับ 10 อังกฤษอยู่อันดับ 10 ร่วงลงจากอันดับ 8

ความสามารถด้านนวัตกรรมช่วยให้สหรัฐพยุงขีดแข่งขันตัวเองขึ้นมาหลังจากลดลงมาตลอด 4 ปีก่อนหน้านี้ อีกทั้งขีดแข่งขันของสหรัฐยังดีขึ้นแม้มีความวิตกเกี่ยวกับเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค

ดับเบิลยูอีเอฟ ประเมินขีดแข่งขันจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณสุข การศึกษา ขนาดของตลาด และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค ทั้งยังทำการสำรวจความเห็นผู้นำภาคธุรกิจ ประเมินประสิทธิภาพและความโปร่งใสของรัฐบาลด้วย ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ทำคะแนนได้ดีในทุกด้าน แต่ ดับเบิลยูอีเอฟ ระบุว่า ภาคธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์กำลังถูกจับตามอง และภาคธนาคารซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจมาแต่เดิมของสวิตเซอร์แลนด์ ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ไทยต้องปรับปรุงเสถียรภาพการเมือง-นโยบาย

สำหรับไทยนั้น ได้รับการจัดให้อยู่อันดับที่ 37 จากปีที่แล้วซึ่งอยู่อันดับ 38 และขยับจากปี 2554 ซึ่งอยู่อันดับที่ 39 รายงานระบุว่าแม้มีการปรับปรุงขึ้นแต่การท้าทายยังมีอยู่มากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบาย กฎระเบียบราชการที่มากเกิน การทุจริต ความวิตกด้านความปลอดภัย และความไม่แน่นอนสูงเกี่ยวกับสิทธิความเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้บั่นทอนคุณภาพระดับสถาบันต่างๆ ของไทยให้อยู่อันดับที่ 85

ส่วนสาธารณสุขที่ไม่ค่อยดี เห็นได้จากการอยู่อันดับ 74 รวมถึงการศึกษา ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ดึงรั้งขีดแข่งขันของไทยและเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจอย่างเร่งด่วน เช่นกรณีที่ไทยมีการระบาดของเชื้อเอชไอวีในระดับสูง หรือคุณภาพและการศึกษาต่อในระดับสูง ที่ยังมีไม่มากนัก

ด้านความพร้อมทางเทคโนโลยีของไทยก็ยังต่ำ คืออยู่อันดับที่ 78 เมื่อพิจารณาถึงเทคโนโลยีอื่นๆ นอกเหนือจากโทรศัพท์มือถือ เพราะประชากรเพียง 1 ใน 4 มีอินเทอร์เน็ตใช้และจำนวนเล็กน้อยที่มีบรอดแบนด์

ในแง่บวกนั้น ไทยได้อันดับดีในด้านสภาพแวดล้อมสำหรับเศรษฐกิจมหภาค โดยได้อันดับ 31 ซึ่งเป็นอันดับสูงที่สุดในบรรดาเกณฑ์หลัก 12 เกณฑ์ที่ใช้ในการจัดอันดับ การที่ไทยได้อันดับดีด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคเป็นผลจากสถานการณ์ทางการเงินที่เอื้ออย่างยิ่ง อัตราการออมที่สูง อัตราเงินเฟ้อไม่มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ และสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีที่ค่อนข้างดีซึ่งอยู่ที่ประมาณ 44% เมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนั้น การขยับอันดับของไทยยังเป็นผลจากพัฒนาการทางการเงิน อยู่อันดับ 32 หรือดีขึ้น 17 อันดับ ประสิทธิภาพของตลาดซึ่งอยู่อันดับ 34 หรือดีขึ้น 10 อันดับในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ไทยยังสามารถปรับปรุงตัวเองได้ในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งเสริมการแข่งขันในประเทศ ซึ่งไทยอยู่อันดับที่ 60 ในเรื่องนี้

ลาว-พม่าติดอันดับครั้งแรก

ส่วนประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างอินโดนีเซียพุ่งขึ้นมา 12 อันดับอยู่ที่ 38 ได้แรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานที่ทะยานขึ้น 17 อันดับ รายงานระบุว่าหลังจากละเลยมาหลายปีอินโดนีเซียก็เพิ่มการใช้จ่ายในการสร้างถนน ท่าเรือ โรงไฟฟ้า และอื่นๆ ทั้งยังปรับปรุงประสิทธิภาพในตลาดแรงงาน แต่ยังมีข้อบกพร่องในเรื่องสินบน ความปลอดภัย และสาธารณสุข

ฟิลิปปินส์พุ่งขึ้น 6 อันดับมาอยู่ที่ 59 เพราะปรับตัวขึ้นแทบทุกด้าน อย่างระดับสถาบันต่างๆ ที่ทะยานมาอยู่อันดับ 79 เพราะรัฐบาลปัจจุบันเอาจริงกับการปราบปรามทุจริต เวียดนามขยับขึ้น 5 อันดับมาอยู่ 70 เพราะสภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจมหภาคที่ดีขึ้น คุณภาพการขนส่งและโครงสร้างด้านพลังงานที่ดีขึ้น

มาเลเซียขยับขึ้น 1 อันดับมาอยู่ 24 ทั้งยังเป็นสมาชิกอาเซียนที่มีอันดับสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ โดยมาเลเซียทำคะแนนได้ไม่ต่ำกว่า 51 ในเกณฑ์หลัก 12 เกณฑ์ และติด 1 ใน 10 ใน 2 เกณฑ์ โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพและขีดแข่งขันสำหรับสินค้าและบริการ รวมถึงตลาดการเงินที่พัฒนาอย่างดี และกรอบระดับสถาบันที่เป็นมิตรกับธุรกิจ อีกทั้งยังแก้ปัญหาการทุจริตกับกฎระเบียบยุ่งยากได้ดี

ขณะที่ปีนี้เป็นปีแรกที่ลาวกับพม่าติดอันดับ โดยลาวอยู่ที่ 81 พม่าอยู่ที่ 139

เกาหลีใต้ร่วง 6 อันดับ

แม้ว่าประเทศส่วนใหญ่ใน 40 อันดับแรกไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอันดับนัก แต่เกาหลีใต้ร่วงลง 6 อันดับ ไปอยู่อันดับที่ 25 เพราะกลไกตลาดเงินที่ไม่ค่อยดีนัก รวมถึงคุณภาพของสถาบันต่างๆ และตลาดแรงงานที่ไม่ยืดหยุ่น

ด้านจีนยังอยู่อันดับที่ 29 ไต้หวันอันดับ 12 อินเดียลดลง 1 อันดับไปอยู่อันดับที่ 60 รัสเซียขยับขึ้น 3 อันดับไปอยู่อันดับที่ 64 เพราะว่าสภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจมหภาคที่ดีขึ้น

ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือนั้น กาตาร์เป็นประเทศที่มีอันดับสูงสุด คือลำดับที่ 13 ตามด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในลำดับที่ 19 และนับเป็นการติด 20 อันดับเป็นครั้งแรก ส่วนซาอุดีอาระเบียอยู่ลำดับที่ 20 ลดลง 2 อันดับ อิสราเอลลำดับที่ 27 อียิปต์อยู่อันดับที่ 118 ลดลง 11 อันดับ

หลังจากร่วงลงมาหลายปี กรีซมีอันดับดีขึ้นปีนี้ที่ 91 แต่ยังเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีลำดับแย่ที่สุด โดยกรีซมีการปรับปรุงขึ้นหลายด้าน ซึ่งน่าจะเป็นผลจากความพยายามปฏิรูป รวมถึงสภาพแวดล้อมระดับสถาบันที่ดีขึ้น และประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน รวมถึงการรับเทคโนโลยีใหม่ๆ