2 ตัวแปรกดดันราคายงพาราร่วง! "เศรษฐกิจโลกชะลอ-ผลผลิตยางล้านไร่" ย้อนหลัง 10 ปี ราคายางเคยพุ่งแตะ 190 บาท ต่ำสุด 25 บาทต่อกิโลกรัม
หลังจากเมื่อปี 2547 รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนโครงการ"ปลูกยางล้านไร่" สร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรหันมาขยายพื้นที่ปลูกยางพารามากขึ้น ในช่วงปี 2547 โดยราคายางดิบอยู่ที่กก.ละ กว่า 48 บาท จากปี 2544 อยู่ที่กก.ละ 22-23 บาท เช่นเดียวกับยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ปีอยู่ที่กก.ละกว่า 51 บาทสูงขึ้นจากปี 2544 อยู่ที่กก.ละ 25 บาท ราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้โครงการ"ยางล้านไร่" ได้รับความนิยมจากเกษตรกรทุกภาคของประเทศ ช่วงนั้นยางขาดตลาดจริง
หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนช่วงที่มีโครงการ "ยางล้านไร่" จะเห็นว่าราคายางได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนบางปีมีคนพูดถึงกันมากว่าเป็น"ปีทองยางพารา" โดยตั้งแต่ปี 2551-2554 ราคายางเอฟโอบี ยางแผ่นรมควันชั้น 3 แต่ละเดือนราคาปรับตัวสูงมากบางเดือนไปอยู่ที่กก.ละ 190 บาท โดยเฉพาะปี 2554 ส่วนปี 2555 ช่วงต้นปีถึงกลางปีราคายางยังอยู่ที่กก.ละกว่า 100 บาท หลังจากกลางปี 2555 ราคาได้ปรับลดลงบ้างมาอยู่ที่ระดับกก.ละ 88-98 บาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อราคายางได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551-2555 ทำให้เกษตรกรมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น และได้กระจายไปทั่วทุกภาคตามโครงการ"ยางล้านไร่" มาถึงวันนี้เรียกว่าทุกภาคของประเทศมียางออกมาสู่ตลาดแล้วทั้งสิ้น
ทั้งนี้ จะเห็นว่า การบริโภคยางในตลาดโลก ความต้องการยางพาราในตลาดโลกสูงมากในช่วงปี 2554 มีราว 10.97 ล้านตัน ขยายตัว 4.6% ผู้บริโภครายใหญ่ ได้แก่ จีน มีความต้องการ 3.75 ล้านตัน อินเดีย 1.06 ล้านตัน สหรัฐ 879,000 ตัน และญี่ปุ่น 769,000 ตัน เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตสูงในจีนและอินเดีย แนวโน้มความต้องการยางพาราในตลาดโลกจะยังคงขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปี 2554 ราคายางของไทยเกือบถึงกก.ละ 200 บาท แต่ในภาวะปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ทำให้ราคายางลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าที่มีปัญหาเศรษฐกิจชะลอ ส่งผลกระทบต่อการใช้ยางโดยเฉพาะจีน อินเดีย สหรัฐและยุโรป
สำหรับการผลิตยางปี 2556 มีพื้นที่กรีดยางได้ทั้งประเทศประมาณ 15.130 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.32 ล้านไร่ ผลผลิตรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 3.863 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 2.37 แสนตัน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือปีนี้เกษตรกรมีการเพาะปลูกยางเพิ่มขึ้นในพื้นที่ว่างเปล่าจากมันสำปะหลัง และอ้อยโรงงานในจังหวัดเลย บึงกาฬ สกลนคร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร บุรีรัมย์และอุบลราชธานี ส่วนพื้นที่กรีดได้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน เช่นเดียวกับภาคใต้ เกษตรกรมีการปลูกยางเพิ่มขึ้นในพื้นที่ไม้ผล มะพร้าว และนาร้าง ส่วนพื้นที่ที่กรีดได้เพิ่มขึ้น จากยางที่ปลูกปี 2550 เริ่มกรีดได้ปีนี้
ขณะที่นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าไทยมีศักยภาพในการผลิตยางพารามากที่สุดในอาเซียน โดยปี 2556 สามารถผลิตยางได้กว่า 3.8 ล้านตัน ถ้าหากไทยสามารถคุมราคายางพาราโลกได้เช่นเดียวกับที่กลุ่มเอเปค สามารถควบคุมราคาน้ำมันอาจจะช่วยผลักดันให้ราคายางสูงขึ้นได้
โดยเห็นว่าไทยควรร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อย่าง อินโดนีเซียและมาเลเซีย ผ่านบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศหรือ IRCO ที่เป็นบริษัทความร่วมมือของทั้งสามประเทศ เพื่อกำหนดราคายางได้เอง โดยไม่ต้องอิงราคาจากตลาดญี่ปุ่น สิงคโปร์และจีน เหมือนที่ผ่านมา การร่วมมือตรงนี้เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558 ได้









