วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยูโอบีเชื่อไทยรับไหวถอนคิวอีไม่ซ้ำรอยปี40

ยูโอบีสิงคโปร์เชื่อเศรษฐกิจไทยรับมือผลกระทบคิวอีได้ ไม่ซ้ำรอยวิกฤติปี"40 แม้จะมีความผันผวนรุนแรงจากเงินทุนไหลออก

นายจิมมี่ โค หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนและวิจัยของธนาคารยูโอบี สิงคโปร์ เปิดเผยว่า การลดปริมาณการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ของสหรัฐอเมริกาจนเกิดภาวะเงินทุนไหลออกจนส่งผลต่อเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนในประเทศเอเชีย โดยจะเห็นการอ่อนค่าของเงินอินโดนีเซีย ค่าเงินมาเลซีย รวมถึง ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2556 โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเงินบาทไทยลดลง 10% ต่อดอลลาร์ จากเดือนเมษายนจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ความผันผวนรุนแรงเกิดขึ้นเป็นผลกระทบจากกระบวนการในการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบเดิมเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่มีมาตรการคิวอี โดยคาดว่าจะเห็นค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่สาม แต่เชื่อว่าเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนจะกลับมา โดยคาดว่าในสิ้นปีนี้จะเห็นอัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพมากขึ้น และกลับมาอยู่ที่ระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงกับปัจจุบัน

"เชื่อว่าสถานการณ์ของประเทศไทยจะไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤติในปี 2540 แม้จะมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นที่น่ากังวลเนื่องจากทุนสำรองที่มีอยู่ในระดับสูงโดยอยู่ที่ 1.71 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับปี 2540 ที่มี 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาคเอกชนมีการสร้างหนี้ในระดับไม่สูงเหมือนในอดีต จากบทเรียนวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา ได้สร้างงบดุลที่แข็งแรงขึ้นและระดับหนี้สินต่อทุน (gearing levels) ที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทำให้องค์กรเหล่านี้มีความยืดหยุ่น และอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในการจัดการกับความไม่แน่นอนของตลาดนอกจากนี้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนได้เปลี่ยนไปเป็นระบบเสรีมากขึ้นจากในอดีตที่อิงกับดอลลาร์สหรัฐ"

ทั้งนี้ ประเทศที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คืออินโดนีเซียที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลงมาก เทียบกับประเทศไทยที่ยังมีดุลการชำระเงินเป็นบวก ซึ่งความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีพ.ศ. 2558 จะช่วยให้ธนาคารกลางต่างๆ ในเอเชียมีเวลาในการปรับนโยบายทางการเงิน และทำให้นักลงทุนและนักธุรกิจมีเวลาในการจัดการกับต้นทุนการกู้ยืมที่อาจสูงขึ้นได้ ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปีพ.ศ. 2556 และมีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะลดลงต่ำกว่าอัตราปัจจุบันที่ 2.5% ได้หากมีความจำเป็นที่จะป้องกันความเสี่ยงเชิงลบต่อความต้องการในประเทศ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือการสร้างหนี้ของผู้บริโภคที่จะกดดันเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นจากสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อและบัตรเครดิตที่เริ่มเข้าสู่ภาวะที่ต้องจับตา แม้ในขณะนี้สถานการณ์จะยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤติ แต่ประสบการณ์ในอดีตจะเห็นว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาจากการก่อหนี้เกินตัวทั้งนั้น เช่น ในปี 2540 ภาคเอกชนของไทยมีการกู้ยืมสูงเกินตัว หรือในปี 2551 สถาบันการเงินในสหรัฐมีการสร้างหนี้มากไป และวิกฤติในยุโรปก็เกิดจากการสร้างหนี้เช่นกัน หากไม่ระวังวิกฤติหนี้ในเอเชียจะเกิดจากหนี้ของภาคผู้บริโภค ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ผู้กำกับดูแลมีความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและจัดการปัญหาเชิงรุก