วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แผนการเงินเป๊ะเว่อร์ของแบงเกอร์ "พูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย"

"พูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย" แบงเกอร์หนุ่มที่มีแผนการเงินเป็นชิ้นเป็นอัน แค่เริ่มต้นจาก "ออมก่อนใช้" เท่านี้ทุกอย่างก็เดินไปอย่างอัตโนมัติ

เขาเป็นแบงเกอร์หนุ่มที่มีแผนการเงินเป็นชิ้นเป็นอันมาก เรากำลังพูดถึง "พูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย" ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส และผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา พูนสิทธิ์บอกว่าที่จริงแล้วแผนการเงินของเขาก็เหมือนคนอื่น ที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่เริ่มต้นจาก "ออมก่อนใช้" เท่านี้ทุกอย่างก็เดินไปอย่างอัตโนมัติ

"เรื่องเงินผมค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ ไม่ประมาทส่วนแผนโดยรวมก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไป ที่เป็นกฎเหล็กของคนอยู่วงการไฟแนนซ์ ว่า ต้องมีเงินสำรอง 6 เดือน ตอนเรียนเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ก็จะเห็นคนตกงาน ถูกยึดรถ เราก็เห็น ดังนั้น ผมจึงคิดว่าควรจะมี 6-8 เดือนสำรองไว้ เรียกว่าพอมีเหตุการณ์อะไร ก็มีเงินก้อนนี้ผ่อนบ้านต่อได้ มีไว้เผื่อค่าใช้จ่ายได้ เรื่องพวกนี้ผมว่าไม่ประมาทเป็นดีที่สุด"

สำหรับสูตรจัดการเงินทองนั้น พูนสิทธิ์บอกว่าเขามีทั้งส่วนที่จัดสรรไว้ดูแลพ่อแม่ และค่าใช้จ่ายภายในบ้านประมาณ 25%อีก 3-5% ใช้เรื่องลงทุนให้ตัวเอง ด้วยการไปเรียนปริญญาเอกช่วงเสาร์อาทิตย์รวมถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ หนังสือไฟแนนซ์ และพวกหนังสือเทคโนโลยีมาอ่าน เพื่ออัพเดทและรีเฟรชตัวเอง รวมถึงเพิ่มความพร้อมเพิ่มทักษะในการทำงาน ซึ่งเรื่องนี้เขาถือว่าเป็นการลงทุนทางสมองและปัญญา อีก 5% คือ ส่วนที่บริจาค ซึ่งเขาจะใช้วิธีหักจากบัญชีเงินเดือนทุกเดือน

"ผมว่าเรื่องบริจาคนั้น เราควรทำสม่ำเสมอ และช่วยองค์กรไหนก็ตั้งใจไปเลย เช่น สภากาชาด และ องค์กรพิทักษ์สัตว์ไม่ต้องเยอะก็ได้แต่สม่ำเสมอ เพราะเขาจะได้วางแผนได้ว่าจะนำเงินไปทำอะไรอย่างต่อเนื่องได้บ้าง อย่างของผมก็ใช้วิธีหักเงินจากบัญชีทุกเดือน "

สำหรับเรื่องของการลงทุนนั้น มีทั้งการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว และลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท มีทั้งที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และ หุ้น พูนสิทธิ์เล่าถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ว่าเป็นการลงทุนที่เขาค่อนข้างชื่นชอบ โดยมีทั้งซื้อบ้านมือสองและคอนโดมิเนียม แต่สไตล์ของเขาคือจะกู้เงินจากธนาคารมาผ่อนรายเดือน และนำค่าเช่าที่ได้ทุกเดือนมาผ่อนกับธนาคาร เช่น ซื้อทาวน์เฮ้าส์ราคา 2 ล้านบาท กู้แบงก์ผ่อนเดือนละกว่า 8 พันบาท ให้เช่า 7-8 พัน เท่านี้ก็คุ้มแล้ว หรืออย่างคอนโดมิเนียม ผ่อนแบงก์เดือนละ 1.5 หมื่น ปล่อยเช่าเดือนละ 1.5 หมื่น ก็คุ้มเหมือนกัน

"ที่จริงผมไม่ได้เก่งเรื่องอสังหาริมทรัพย์นะ แต่เราชอบถามคนเก่งและเรียนรู้จากคนเก่ง อย่างอสังหาฯ ใครเก่งอสังหาฯ เราก็ถามเขาคนเราถ้าตามคนฉลาดตามคนเก่ง ก็โอเคแล้ว พูดจริงๆ ว่าถ้าลงทุนในอสังหาฯ ผมจะลงบ้านมือสองซะมากกว่า คือเราซื้อบ้านมือสองช่วงตลาดซบเซา มักจะได้ราคาดี ซึ่งโดยมากมีบิลด์อิน เฟอร์นิเจอร์มาครบแล้ว เมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจซบคนจะอยากขายบ้าน หรือจะมีอีกแบบหนึ่ง คือ คนที่เขาอยากขาย เพราะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ขึ้น โดยมากพวกนี้จะทำบ้านไว้ดีมาก"

แต่ไม่ว่าจะลงทุนในรูปแบบไหน เมื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งคือ โลเคชันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นั่นเพราะเขามองว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้มีพื้นที่มากไปกว่านี้แล้ว หากได้โลเคชันดีการหารายได้ก็มาจากการปล่อยเช่าก็เป็นเรื่องง่าย ซึ่งหลังจากพูนสิทธิ์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มาสักระยะหนึ่ง เขาจึงพบว่าหากจะลงทุนในคอนโดมิเนียม ซื้อห้องเล็กในเมือง ดีกว่าห้องใหญ่กว่าแต่โลเคชันไม่ดี ของพวกนี้คนอื่นก็ทำ แต่เราต้องทำก่อนคนอื่น

ความชอบในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ส่วนหนึ่งของแผนเกษียณเขาจิ๊กซอว์ไว้ว่า การเก็บค่าเช่าบ้านและคอนโดมิเนียมนั้น จะเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่มีไว้ใช้จ่ายยามชรา แต่เขาก็ยอมรับว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่เรื่องเยอะ จุกจิก ทำให้ต้องมีช่างเตรียมไว้ บางทีคนเช่าเขาโทรมาว่าหลังคารั่ว น้ำท่วม ส้วมตัน เราจึงจำเป็นต้องหาคนดูแลที่ดี

นอกจาก อสังหาริมทรัพย์แล้ว พูนสิทธิ์ยังลงทุนในกองทุนประหยัดภาษีตามแบบฉบับของมนุษย์เงินเดือนด้วย โดยจะเน้นลงทุนในตราสารทุน เพราะเชื่อว่าเขารับความเสี่ยงได้ และวัฏจักรเศรษฐกิจมีขึ้นมีลง ประกอบกับเป็นเงินลงทุนที่รอได้ เมื่อถึงวันหนึ่งที่รับความเสี่ยงได้น้อยลง ก็อาจจะโยกไปลงตราสารหนี้ก็ได้

ขณะเดียวกัน ยังจัดสรรเงินอีกส่วนหนึ่งลงทุนในตลาดหุ้น โดยเลือกหุ้นที่ชอบเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะดูว่าหุ้นนั้นมีพื้นฐานดีไหม แพงหรือเปล่า อนาคตและแนวโน้มดีหรือไม่ แต่ถ้าหุ้นตัวไหนพีอีแพงก็ไม่ไหว เขามองว่า หุ้นที่ลงทุนต้องจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ราคาหุ้นไม่ขึ้นไม่เป็นไร แต่ถ้าได้เงินปันผลก็พอใจแล้ว

"ผมเป็นคนที่ลงทุน 3-5 ปี คอยหาจังหวะทยอยซื้อ ไม่ซื้อทีเดียวเยอะๆ ซื้อแล้วเก็บไปเรื่อยๆ ไม่ได้เทรดสั้น ความจริงเวลาเลือกหุ้นง่ายที่สุด คือ ผมจะดูว่าเราซื้อสินค้าเขาไหม เช่น ถ้าไปโรงพยาบาลแล้วเราเป็นลูกค้าเขาหรือเปล่า ซึ่งถ้าเรายังซื้อสินค้าเขา ก็แสดงว่าน่าจะโอเค เรียกว่า ใช้ความรู้สึกส่วนตัว และอ้างอิงจากตัวเองมากที่สุด"

อีกอย่างหนึ่งที่ พูนสิทธิ์ ให้ความสำคัญ คือ การทำประกัน เพราะเขามองว่านี่คือแผนป้องกันความเสี่ยงที่ดี อย่างน้อยตอนเกษียณจะมีเงินส่วนหนึ่งที่ไม่หวือหวา นี่คือช่องทางที่ไม่คิดว่าจะได้ผลตอบแทนเยอะ แต่มีเงินต้นคืนและได้คุ้มครองความเสี่ยงด้วย

"อนาคตค่าใช้จ่ายเรื่องรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น เราต้องรู้จักกระจายความเสี่ยง ผมเองพยายามไม่ป่วย จึงลงทุนด้วยการไปออกกำลังกาย ถึงแม้ซื้อประกันสุขภาพ แต่ก็ต้องดูแลตัวเองไม่ต้องจ่ายเงินรักษาตัวจริงอยู่ทุกคนต้องแก่และอยากมีชีวิตหลังเกษียณที่สบายดังนั้น จึงไม่ใช่แค่มีเงินพอใช้ในวัยเกษียณเท่านั้น แต่ต้องมีสุขภาพที่ดีด้วย โดยรวมๆ ในวันนี้ เรื่องการลงทุนผมค่อนข้างพอใจ กองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเฟลงเมื่อ 7-8 ปีที่ผ่านมาผลตอบแทนเยอะ แต่ก็ไม่ลืมเข้าทฤษฎีกระจายความเสี่ยง สำหรับอสังหาฯ ผลตอบแทนไม่หวือหวา แต่ราคาก็ไม่ลง ให้ผลตอบแทนที่ดีได้ ประกันยังไม่เคยใช้บริการ ต้องเกษียณก่อนถึงจะครบกำหนด ยังมีรถยนต์ ที่ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งของผม ซื้อมาแล้วได้ใช้ ซึ่งการทำงานแบงก์ทำให้รู้ว่ายี่ห้อไหนซื้อแล้วราคาไม่ตก เราก็เลือกใช้ ที่ไม่ตกเยอะ ซื้อรถมา 2 คัน ขายได้กำไรตลอด"

พูนสิทธิ์ วาดภาพรวมแผนการเงินของเขาว่าทุกวันนี้เขาค่อนข้างวางแผนครอบคลุมทั้งแผนการออม แผนลงทุน แผนภาษี แผนเกษียณ และแผนจัดการความเสี่ยงถึงแม้จะดูเหมือนว่าวางแผนเอาไว้แน่นหนา แต่ทั้งหมดนี้ต้องเอ็นจอยไลฟ์ด้วย

"อนาคตอีกสัก 20 ปีที่ผมเกษียณ กรุงเทพฯ คงโต ถ้าไม่อยากเก็บค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ ก็ขายทำกำไรไป ทุกวันนี้ไม่มีเป้าเลยว่ารีเทิร์นแต่ละปีต้องเท่าไร แค่รับได้ก็พอใจแล้ว และผมไม่ลืมที่จะต้องรีวอร์ดตัวเองด้วย ผมไม่ได้มีความสุขจากการดูดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝาก แค่มีเหมาะสมและมั่นใจสำหรับอนาคตได้ก็โอเคแล้ว ผมเป็นชายโสด ไม่มีลูก ไม่ต้องวางแผนเรื่องสะสมเงินสำหรับอนาคตของลูก มีแต่พ่อแม่ที่ต้องดูแล ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากเกษียณแบบสบาย ผมคิดว่าตอนเกษียณคงจะใช้เงินไม่เยอะ ตอนนี้เสาร์อาทิตย์ไปเดินตลาดจ่าย 100-200 ซื้อแล้วยังกินไม่หมดเลย ดังนั้นที่น่าจะหนักคงจะเป็นเรื่องสุขภาพ คนเราพอถึงวัยโรคภัยมาเอง ทุกอย่างจึงต้องยืนอยู่บนความไม่ประมาท" พูนสิทธิ์พูดทิ้งท้าย