นายแบงก์เตือนวิกฤติรอบบ้าน วอนทุกฝ่ายเลิกทะเลาะกัน-ร่วมต่อสู้ข้าศึก
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและตลาดทุน และเป็นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยในรายการ Business Talk "กรุงเทพธุรกิจทีวี" ประเมินสถานการณ์ในตลาดเงินตลาดทุนที่กำลังปั่นป่วนจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) รวมทั้งข่าวสหรัฐเตรียมถล่มซีเรีย ยิ่งทำให้ความผันผวนมากยิ่งขึ้น มีประเด็นน่าสนใจ ดังนี้
นายกอบศักดิ์ ให้ความเห็นว่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าขณะนี้เกิดอะไรขึ้น และหัวใจสำคัญคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงของความคึกคักของเศรษฐกิจช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตอนที่ดัชนีหุ้นไทยขึ้นจาก 380 จุดไปเป็น 1,650 จุด เกิดภาวะกระทิงเปลี่ยว เนื่องจากสภาพคล่องมีมาก และสภาพคล่องดังกล่าวนำมาสู่การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงอินโดนีเซีย บราซิลและไทย
นักลงทุนที่เข้ามาในตลาดเกิดใหม่ เป็นลักษณะนักลงทุนที่เสพติด คือ เสพติดผลตอบแทนที่ดีทุกๆ วัน ที่เขาได้มา และนักลงทุนเหล่านี้ ไม่อยากออกจากตลาด เพราะเขาติดกับกำไรที่ได้อย่างง่ายๆ ปัญหาของคนเหล่านั้นสิ่งเดียวที่เขากลัวคือการตามไปดูว่างานเลี้ยงจะเลิกเมื่อไร และสิ่งที่กลัวที่สุดคือเมื่อเพื่อนไปแล้วแต่เขายังไม่ได้ไป และสุดท้ายเขายังเป็นผู้ถือหุ้นและสินทรัพย์ต่างๆเหล่านั้นไว้อยู่
"จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้คือเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา วันที่นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด ออกมาบอกว่าจะหยุดอัดฉีดสภาพคล่อง และคิดว่า ถึงวันนี้คนเริ่มตระหนกแล้ว ขณะที่การค่อยถอนทยอยออกเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นระบบระเบียบ และกำลังเกิดการเหยียบกันตายอยู่ ณ ขณะนี้ และวันนี้พอเกิดลักษณะนี้ก็เกิดปัญหาแบบวนๆ ด้วย มาที่อินเดีย มาที่อินโดนีเซีย มาที่ไทย ส่วนฟิลิปปินส์โชคดีที่สัปดาห์แล้วเกิดน้ำท่วม แต่วันนี้ตลาดฟิลิปปินส์เปิดปุ๊ปก็ตกไปแล้ว 4% ปัญหากำลังวนแล้วทุกคนกลัวกันว่า คนที่เคยได้กำไรเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา พบว่างานเลี้ยงกำลังเลิกแล้ว"
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่าสิ่งน่ากังวลใจคือสถานการณ์ตอนนี้ ขึ้นอยู่กับว่าคนไข้ที่พูดถึงกันนั้นมีอาการน่าเป็นห่วงมากน้อยแค่ไหน ถ้าอาการไม่ดีแต่ต้นสุขภาพไม่แข็งแรง พอเกิดเหตุการณ์นี้อาจแย่ไปได้ คนที่พูดถึงคืออินเดีย ซึ่งมีเศรษฐกิจเฟื่องฟูมานานหลายสิบปี เศรษฐกิจอินเดียโต 10% ไม่เคยมีปัญหาเลย แต่สิ่งที่เขาสะสมไว้กำลังเกิดปัญหา และอินเดียเป็นประเทศแรกในรอบนี้ที่เกิดปัญหา
ในสัปดาห์ที่แล้วอินเดียต้องประกาศควบคุมเงินไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ ทำให้ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น อินเดียน่ากังวลใจ สุขภาพไม่ค่อยดี ส่วนอินโดนีเซียกำลังมีปัญหา เพราะเป็นประเทศที่ได้รับเงินทุนไหลเข้าค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นตลาดพันธบัตรหรือตลาดหุ้นของอินโดนีเซีย จึงต้องระวังเงินทุนที่ไหลออก แต่เศรษฐกิจของอินโดนีเซียเพิ่งดีขึ้นช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และยังไม่ได้กินของแสลงเข้าไปมากนัก เวลาเกิดเหตุการณ์จึงไม่น่าจะแย่มากนัก
หากเทียบ 3 ประเทศ ระหว่างอินโดนีเซีย อินเดียและไทยนั้น นายกอบศักดิ์ เห็นว่าไทยดีที่สุด เพราะไทยเพิ่งคึกคักเมื่อปีที่แล้ว และจริงๆไทยไม่ได้สะสมปัญหาไว้มาก บริษัทเองก็ฐานะดี ธนาคารเองก็ฐานะดี บริษัทอสังหาริมทรัพย์ก็เจอปัญหาแค่ปีเดียวเท่านั้น ปัญหาของไทยไม่มากนัก แต่คิดว่าถึงวันนี้ไทยต้องระวังบ้าง เพราะวิกฤติมาวนเวียนอยู่ใกล้บ้าน มาที่จีนก่อน จากนั้นมาที่อินเดียและอินโดนีเซีย วิกฤติเหมือนโรคระบาด เพราะเพื่อนบ้านไทยกำลังป่วย ไทยก็ต้องเตรียมการให้ตัวเองแข็งแรงที่สุดเท่าที่ทำได้
ในเชิงการเมืองตอนนี้ นายกอบศักดิ์คิดว่าคนไทยต้องเลิกทะเลาะกัน ไม่มีเวลาทะเลาะกันแล้วช่วงนี้ และจากมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ เขาคิดว่าเศรษฐกิจสำคัญที่สุดแล้วเวลานี้ ต้องมาตั้งหน้าตั้งตาคิดกันว่า จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร
"เหมือนกับว่าเราเป็นเรือสำเภา มรสุมกำลังจะมาแล้ว แต่กัปตันเรือกับลูกเรือกำลังทะเลาะกันอยู่ ถ้าเรามัวแต่ทะเลาะผมคิดว่ามรสุมต้องกินเรือเราไปแน่ๆเลย ทั้งที่เรือเราแข็งแรง แต่ถ้าเราหยุดทะเลาะ เหมือนข้าศึกมา เราหยุดทะเลาะไปสู้กับข้าศึกที่เข้ามาก่อน หลังจากนั้นเราเอาเรือของเราให้ผ่าน พอผ่านไปได้ ปีหน้าค่อยกลับมาทะเลาะกันใหม่ ผมก็ไม่ว่าอะไร"
ในเชิงนโยบายนั้น นายกอบศักดิ์คิดว่า พอหลังจากคนไทยเลิกทะเลาะกันแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ สร้างความชัดเจนเรื่องโครงการลงทุนต่างๆของภาครัฐ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ และเห็นว่าแม้จะเกิดวิกฤติเหล่านี้ แต่กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หลายประเทศยังมีพื้นฐานดี บาลานซ์ชีทหรืองบดุลบัญชียังดี ไม่ได้กินของแสลงมาก เพราะฉะนั้นโอกาสล้มไปนานๆไม่มี อย่างมากอาจเซแค่ปีเดียว เหมือนปี 2551และปี 2552 จากนั้นปี 2553 ก็กลับฟื้นขึ้นมาใหม่
"พอฟื้นขึ้นมาใหม่ ก็จะเป็นโอกาสในการลงทุน ในการทำธุรกิจใหม่ๆอีกมาก นี่คือจังหวะที่ดี และถ้าเกิดเราสามารถให้รัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า ระหว่างที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลง โครงการภาครัฐที่เตรียมไว้นานแล้วจะออกมาพอดี และพอออกมาเสร็จปุ๊ปก็จะทำให้ไทยมีภูมิคุ้มกัน"
นายกอบศักดิ์ เพิ่มเติมว่า กรณีของอินเดีย อย่าคิดว่าจะเจ๊งในวันนี้ เพราะปกติการจู่โจมทำร้ายทำให้เศรษฐกิจค่อยอ่อนแอลงต้องใช้เวลา อย่างน้อยใช้เวลาอีกหลายเดือน และช่วงเวลาอีกหลายเดือนนี้คือช่วงเวลาที่ไทยต้องเตรียมการ เตรียมการเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ ซึ่งคิดว่าไม่ควรทำโครงการกระตุ้นการบริโภค เพราะการบริโภคขึ้น1ไตรมาส แต่อีก 2 ไตรมาสตกลงมาก็แย่
หากไทยทำเรื่องของการลงทุนได้ จะทำให้เกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ เกิดกำลังการผลิตใหม่ สุดท้ายจะทำให้ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้ คิดว่าตรงนี้หัวใจสำคัญ
"ถ้าผมเป็นรัฐบาลจะต้องกลับมาคิดว่า โครงการ 2 ล้านล้านบาท จะสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนได้อย่างไร จะหยิบโครงการไหนมาทำให้ดูก่อนหรือเปล่า ว่าไม่ว่าจะผ่านพ.ร.บ.หรือไม่ผ่านพ.ร.บ. หรือผ่านงบประมาณปกติ ยังไงโครงการเหล่านี้ก็จะเดินไปแน่ รัฐบาลก็สัญญาจะเดินโครงการเหล่านี้ ขณะเดียวกันเมื่อเลิกตบตีกันทางการเมือง คนที่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลกำลังโฟกัสเรื่องของเศรษฐกิจ ย่อมเกิดความเชื่อมั่นว่าไทยต้องผ่านปัญหานี้ไปได้แน่ คิดว่าสิ่งนี้ถ้าไทยเตรียมการดีๆ สุขภาพเราดี เงินก็พอมีอยู่บ้าง ไทยน่าจะผ่านปัญหาวิกฤตินี้ไปได้ดีพอสมควร"









