เปิดเหตุผลรัฐบาลตัดสินใจแก้ปัญหาราคายางพาราทั้งระบบ ปัด "ประกันราคา" หวั่นสต็อกล้น
ผลประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.) ซึ่งมี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบโครงการแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบปี 2557ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) โดยอนุมัติสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาทเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้และลดความเสี่ยงของเกษตรกรผู้ปลูกยางพารารายย่อย แบ่งเป็น
1.วงเงินที่ให้สถาบันเกษตรกรกู้เพื่อการแปรรูปยางเบื้องต้น วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการจัดสรรเงินกู้จำนวนดังกล่าว
2.สนับสนุนเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการแปรรูปยางพารา เพื่อใช้ขยายกำลังการผลิตและปรับเปลี่ยนเครื่องจักรในการผลิตยางพาราและผลิตภัณฑ์แปรรูป วงเงิน 15,000 บาท โดยให้ธนาคารออมสินดำเนินการจัดสรรเงินกู้จำนวนดังกล่าว โดยจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในการประชุมวันอังคารที่ 3 ก.ย.ต่อไป
3.ให้นำเงินสงเคราะห์ที่เก็บจากผู้ส่งออกยาง หรือค่าเซส (CESS) มาสนับสนุนการโค่นยางพาราที่มีอายุมากกว่า 25 ปี ซึ่งปัจจุบันเงินค่า CESS มีอยู่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยแนวทางการดำเนินการคือจะสนับสนุนให้เกษตรกรบางส่วนเปลี่ยนจากการปลูกยางพาราไปปลูกพืชพลังงานที่จะมีความต้องการเพิ่มขึ้น คือปาล์มน้ำมัน โดยเกษตรกรที่โค่นยางพาราและหันไปปลูกปาล์มน้ำมันจะได้เงินสนับสนุนมากกว่าเกษตรกรที่โค่นยางพาราแล้วกลับไปปลูกยางพาราเหมือนเดิม
ทั้งนี้ การโค่นยางพาราที่มีอายุมากกว่า 25 ปีแล้วเปลี่ยนพื้นที่เป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันจะช่วยลดปริมาณผลผลิตยางพาราในประเทศ และช่วยยกระดับราคายางพาราเพิ่มขึ้นได้
"ยุคล"แจงมุ่งช่วยรายย่อย
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า งบประมาณรวมที่อนุมัติอยู่ที่ราว 2.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การช่วยเหลือปัจจัยการผลิต 5,628 ล้านบาท การสนับสนุนโรงงานแปรรูปยางแท่งและแผ่นรมควัน 5,000 ล้านบาท และปรับปรุงเครื่องจักร ขยายโรงงาน 15,000 ล้านบาท รวมทั้งให้เกษตรกรโค่นยางเก่าอายุ 25 ปีขึ้นไปเพื่อปลูกใหม่ ซึ่งงบประมาณส่วนนี้ให้ใช้จากเงินเซส
ในส่วนของการช่วยเหลือปัจจัยการผลิต 5,628 ล้านบาทนั้น จะชดเชยให้กับเกษตรกร 9.8 แสนรายที่ปัจจุบันมีสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องและสามารถเปิดกรีดได้แล้ว พร้อมขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกยางกับกรมส่งเสริมการเกษตรแล้ว การจ่ายเงินจะโอนผ่าน ธ.ก.ส.ในอัตรารายละไม่เกิน 10 ไร่ วงเงินไร่ละ 1,260 บาท วิธีการนี้จะทำให้เกษตรกรได้รับเงินตรง และเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางที่แท้จริง ผิดกับปัจจุบันที่มีการชุมนุมเรียกร้อง และมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อขอรับการช่วยเหลือจากรัฐบาลนั้นยังไม่สามารถตรวจเช็คได้ว่าเป็นเกษตรกรจริงหรือไม่
สำหรับการสร้างโรงงานแปรรูปยางเบื้องต้น 5,000 ล้านบาท จะสนับสนุนสหกรณ์เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปยางแท่งและยางแผ่นรมควันเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง จากปัจจุบันที่ส่วนใหญ่มีการขายในรูปของน้ำยางและยางก้อนถ้วยที่ถูกกดราคาเปอร์เซ็นต์ยางแห้ง ในขณะที่ปรับปรุงเครื่องจักร ขยายโรงงาน 15,000 ล้านบาท จะสนับสนุนให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ส่งออกเพื่อรับซื้อยางแท่งและแผ่นรมควันจากเกษตรกร ซึ่งในกลุ่มนี้ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องเงินลงทุน อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้จะต้องไม่ใช่พ่อค้าคนกลางหรือเทรดเดอร์ ที่ไม่ได้ลงทุนอะไรเลย
ทั้งหมดนี้จะเสนอให้ ครม.พิจารณาในวันที่ 3 ก.ย.นี้ เพื่อเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติดังกล่าวโดยเร็วที่สุดเพื่อให้เกิดผลทางปฏิบัติ
ส่วนข้อเรียกร้องของเกษตรกรให้ประกันราคาที่กิโลกรัมละ 100-120 บาทนั้น นายยุคล บอกว่า ที่ประชุมไม่เห็นชอบ เพราะไม่ส่งผลให้ราคาในตลาดเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งแม้ไทยจะเป็นผู้ผลิตรวมทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย แต่ไม่สามารถควบคุมราคายางได้ ราคายางในตลาดโลกยังถูกกำหนดโดยผู้ซื้อ ดังนั้นการกว้านซื้อยางในราคาที่นำตลาดตามเงื่อนไขของเกษตรกร จะส่งผลให้รัฐบาลมีภาระสต็อกที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังจะส่งผลให้ราคายางดิ่งลงไปอีก เพราะผู้ซื้อรอช่วงเวลาการระบายสต็อกยางของรัฐบาล
หนุนปลูกปาล์มรับไบโอดีเซลสูตรบี 7
ขณะที่ นายกิตติรัตน์ อธิบายถึงแนวทางการให้เกษตรกรหันไปปลูกปาล์มน้ำมันแทนยางพาราว่า ความต้องการพืชปาล์มน้ำมันในประเทศไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากได้หารือกับกระทรวงพลังงานแล้วว่ามีแผนแน่นอนว่าจะผลักดันการใช้น้ำมันไบโอดีเซลสูตรบี 7 ทดแทนน้ำมันไบโอดีเซลสูตรบี 5 ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
นอกจากนั้น กระทรวงพลังงานยังมีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 50-100 เมกะวัตต์ที่ใช้เชื้อเพลิงไบโอดีเซลบี 100 โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวรัฐจะลงทุนเองหรือให้เอกชนลงทุนแล้วให้สิทธิประโยชน์ทางบีโอไอ (ส่งเสริมการลงทุน) ดังนั้นความต้องการใช้ไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นในประเทศจะมีผลต่อความต้องการปาล์มน้ำมันและเป็นพืชทางเลือกที่ดีที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูก รวมทั้งจะช่วยลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้ด้วย
อ้างราคายางเริ่มขยับรับนโยบายรัฐ
นายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้รัฐบาลไม่สามารถบอกได้ว่าราคายางพาราจะอยู่ในระดับใด รวมทั้งไม่ได้กำหนดด้วยว่าราคายางที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ระดับราคาเท่าไร เพราะการกำหนดราคาอาจมีปัญหาตามมา และการกำหนดราคาบางครั้งกลายเป็นเพดานราคาเสียเอง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทราบดีว่าราคายางพาราที่ดีมีความสำคัญ และราคาที่เพิ่มขึ้นก็จะเป็นการช่วยเหลือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ทั้งเกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่ รวมทั้งผู้ส่งออก รวมทั้งหากเกษตรกรและทุกๆ ฝ่ายที่อยู่ในอุตสาหกรรมยางมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะเกิดผลดีกับเศรษฐกิจของประเทศด้วย เนื่องจากมีกำลังซื้อที่มากขึ้น มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นซึ่งถือว่าเป็นผลดี
ทั้งนี้ ตลาดมีการตอบสนองต่อมาตรการและการทำงานเพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำของรัฐบาล โดยในขณะนี้ทิศทางราคาเริ่มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าต่อจากนี้หากทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน ทั้งรัฐบาล เกษตรกร ภาคเอกชน รวมทั้งฝ่ายค้าน ก็จะช่วยให้ราคายางพาราเพิ่มขึ้นไปอีกจนใกล้เคียงหรือมากกว่าราคาที่เกษตรกรคาดหวังเอาไว้ก็เป็นได้
"ตลาดมีการตอบสนองต่อการดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องราคายางของรัฐบาล โดยขณะนี้ทิศทางก็เริ่มปรับขึ้นจากเดิมที่ราคาอยู่ในระดับ 60 บาท ขยับขึ้นไปอยู่ที่ใกล้กับ 80 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับราคาของยางแผ่นสังเคราะห์ก็มีความเป็นไปได้ที่ทิศทางราคาจะสอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก นอกจากนั้นรัฐบาลเองก็มีแผนส่งเสริมให้มีการใช้ยางพารามากขึ้นในประเทศ โดยในระยะสั้นต้องการผลักดันให้มีความต้องการใช้ยางพาราในประเทศมากขึ้นจากปัจจุบันมีการใช้เพียง 15% ของปริมาณการผลิตยางพาราทั้งหมด ก็คาดว่าน่าจะเพิ่มเป็น 20% เพื่อเพิ่มอุปทานในประเทศ” นายกิตติรัตน์ระบุ
เปิดเอกสารชง ครม.แจงเหตุราคาดิ่ง
สำหรับเอกสารที่นำเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ได้ระบุถึงสถานการณ์ราคายางพารา และเหตุผลที่ไม่สนับสนุนวิธีการใช้งบประมาณเข้าไปแทรกแซงราคาด้วยการรับซื้อ ว่า สถานการณ์ราคายางมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2555 เกิดจากปัจจัยทั้งภายในและต่างประเทศ อาทิ ความต้องการใช้ยางพาราของประเทศผู้ใช้รายใหญ่ของโลกลดลง ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น รวมทั้งอุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศไทยเมื่อปลายปี 2554 ทำให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
นอกจากนั้น ประเทศไทยยังเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายสำคัญของโลก โดยมีผลผลิตเฉลี่ยในแต่ละปีมากกว่า 3 ล้านตัน ความต้องการใช้ยางพาราภายในประเทศมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 14 ของยางที่ผลิตได้ ขณะที่ปริมาณส่งออกมีถึง 3.059 ล้านตันในปี 2555 จากปริมาณยางทั้งหมด 3.585 ล้านตัน เป็นการส่งออกในรูปวัตถุดิบเป็นหลัก ทำให้ราคายางพาราขึ้นอยู่กับกลไกตลาดโลก
ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการมาตรการแทรกแซงชี้นำราคา โดยมีการรับซื้อยางในปริมาณน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับอุปทานยางทั้งหมดภายในประเทศ ทำให้การแทรกแซงราคาดังกล่าวไม่มีผลต่อการพยุงราคายางในตลาดให้สูงขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องหาแนวทางใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบ









