พาณิชย์ เผยตัวเลขส่งออกเดือนก.ค. ติดลบ 1.48% แต่รวม 7 เดือนแรกเพิ่ม 0.60% เตรียมเรียกทูตพาณิชย์ปรับแผนส่งออกปลายเดือนหน้า
กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขการส่งออกในเดือนก.ค. 2556 มีมูลค่า 19,064.1 ล้านดอลลาร์ ลดลง 1.48% การนำเข้ามีมูลค่า 21,345.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.08% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 2,281.3 ล้านดอลลาร์
ในช่วง 7 เดือนของปี 2556 (ม.ค.-ก.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 131,584.3 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.60% การนำเข้ามีมูลค่า 150,420.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.85% ส่งผลขาดดุลการค้า 18,052.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้การส่งออกติดลบมาจากเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซาต่อเนื่อง
นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าในช่วงที่เหลืออีก 5 เดือน นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ สั่งให้ทำแผนเป็นพิเศษในการบุกตลาดส่งออกเพื่อชดเชยกับการส่งออกที่ลดลง และทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะมีการเรียกประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ในปลายเดือนก.ย. นี้ เพื่อปรับแผน ซึ่งหลังจากมีการหารือแล้วคงได้ภาพที่ชัดเจนถึงแนวโน้มการส่งออกของปีนี้
"รัฐมนตรีพาณิชย์ ได้สั่งให้ประชุมกับผู้ส่งออกเป็นรายเซ็คเตอร์ รายสินค้า รายบริษัทกันเลยทีเดียว ซึ่งน่าจะประชุมได้ในปลายสัปดาห์นี้ จะเรียกว่าเป็นมาตรการที่แทบจะอุ้มผู้ส่งออกกันเลย ส่วนเป้าปีนี้ ยังคงยืนยันที่ตัวเลขเดิมคือจะผลักดันให้ขยายตัว 7-7.5% ส่วนจะทำได้หรือไม่ อยู่ที่ว่าเราได้ทำเต็มที่แล้ว ได้เท่าไรก็เท่านั้น"นางวัชรี กล่าว
ชี้บาทอ่อน'ผันผวน'กระทบส่งออก
นางวัชรี กล่าวว่า ประเด็นเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งมีความผันผวนมากจะเป็นผลเสียต่อการส่งออกมากกว่าเพราะผู้ประกอบการจะไม่สามารถโค้ดราคาสินค้าได้
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกจนถึงสิ้นปี คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 3% เพราะการส่งออกยังเผชิญกับปัญหาเงินบาทอ่อนค่า ที่แม้จะอ่อนตัว ซึ่งเป็นผลดีในแง่ขีดความสามารถการแข่งขันกับเพื่อนบ้าน เทียบกับอินโดนีเซีย เวียดนาม ที่เงินบาทอ่อนค่าเหมือนกันแต่ในแง่การทำการค้าต้องให้ค่าเงินมีเสถียรภาพด้วย
สำหรับการส่งออก 7 เดือนแรกปีนี้ สินค้าหมวดเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ภาพรวมลดลง 6.5% สินค้าลดลงที่สำคัญได้แก่ ข้าว ลดลง 1.6% ยางพารา ลดลง 13.3% อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป (ไม่รวมกุ้ง) ลดลง 1.3% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ลดลง 31.4% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ลดลง 1.9% น้ำตาล ลดลง 29.8%
ขณะที่สินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่มขึ้น 16.9% ผักและผลไม้ เพิ่มขึ้น 4.1%
สินค้าหมวดอุตสาหกรรม ภาพรวมเพิ่มขึ้น 2.2% เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 1.4% ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 11.5% เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก เพิ่มขึ้น 6.2% สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เพิ่มขึ้น 4% วัสดุก่อสร้าง เพิ่มขึ้น 25.2% อัญมณี (ไม่รวมทองคำ) เพิ่มขึ้น 5.5% ส่วนสินค้าส่งออกลดลง ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ลดลง 3.9% อัญมณีและเครื่องประดับ ลดลง 23.6% ทองคำยังไม่ขึ้นรูป ลดลง 57.4%
ตลาดหลักติดลบ-อาเซียนเพิ่ม
ตลาดส่งออกเป็นรายตลาด ในช่วง 7 เดือน ตลาดหลัก ลดลง 1.1% โดยญี่ปุ่น ลดลง 3.7% สหรัฐ ลดลง 0.5% แต่ สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) เพิ่มขึ้น 1.2% ตลาดศักยภาพสูง เพิ่มขึ้น 2% ได้แก่ ตลาดที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ อาเซียน เพิ่มขึ้น 4.7% อาเซียนเดิม เพิ่มขึ้น 3.1% อินโดจีนและพม่า เพิ่มขึ้น 8.5% ฮ่องกง เพิ่มขึ้น 6.8% เกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 1.3%
ตลาดที่ลดลง ได้แก่ จีน ลดลง 3.8% เอเชียใต้ ลดลง 1% และไต้หวัน ลดลง 5.2%
ส่วนตลาดศักยภาพระดับรอง ภาพรวมเพิ่มขึ้น 5.9% โดยตลาดที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ทวีปออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 21.2% ทวีปแอฟริกา เพิ่มขึ้น 6.3% ละตินอเมริกา เพิ่มขึ้น 3.3% รัสเซีย เพิ่มขึ้น 5.1% ตลาดที่ลดลง ได้แก่ ตะวันออกกลาง ลดลง 2.7% สหภาพยุโรป (สมาชิกใหม่) ลดลง 1.7% แคนาดา ลดลง 6.2%
สศช.มั่นใจไตรมาส3กลับสู่ปกติ
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ในข้อเท็จจริงเศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่ได้ถดถอยและยังขยายตัวอยู่ เพราะเวลาดูตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะต้องดูแยกระหว่างปีนี้กับปีที่แล้ว ซึ่งครึ่งปีแรกของปี 2556 ขยายตัว 4.1% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปีก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เรียกว่าเป็น Technical recession หรือ ภาวะถดถอยทางเทคนิค อันเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ของปีนี้ เมื่อปรับฤดูกาลและเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ติดลบติดต่อกัน สองไตรมาส
"สาเหตุมาจากความผิดปกติในบางช่วงบางเวลา ซึ่งแตกต่างจากการถดถอยทางเศรษฐกิจตามปกติ ที่อยู่ดีๆ กำลังซื้อหายไปหมด"
นายอาคม กล่าวว่า ในไตรมาส 3 เมื่อปรับฤดูกาลแล้วคงจะไม่มีการถดถอยเกิดขึ้นอีก และคาดว่าจะเป็นบวก แต่ไตรมาส 4 จะต้องติดตามตัวเลขให้ดี เนื่องจากมีความผิดปกติเกิดขึ้นมา 2 ปี คือ ไตรมาส 4 ปี 2554 เกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ จน จีดีพี ต่ำมาก จนเป็นผลทำให้ไตรมาส 4 ปี 2555 ขยายตัวมากถึง 19.1% เนื่องมาจากฐานปีก่อนหน้าต่ำ ประกอบกับเป็นไตรมาสที่ส่งมอบรถยนต์คันแรกสูงสุด
"ฉะนั้นไตรมาส 4 ปีนี้ ยังตอบไม่ได้ ต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น การส่งออกเราอาจมากขึ้นจากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้าง รถยนต์"
นายแบงก์เตือนผันผวนอีก 18 เดือน
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจจากนี้ไปอีก 18 เดือน จะยังคงชะลอตัวและผันผวนต่อเนื่อง เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ยังไม่มีความแน่นอน และสหรัฐจะมีการลดคิวอี ดังนั้นการไหลเข้าออกของเงินลงทุนจากต่างประเทศจะมีความผันผวนมาก เพราะนักลงทุนมีความกังวล รวมถึงการปรับทิศทางการลงทุนอย่างรวดเร็ว
ภาคเอกชนต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ สหรัฐและญี่ปุ่น อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ฟื้นตัว จะมีผลให้การส่งออกของไทยดีขึ้นบ้าง หลังจากที่ในช่วงนี้การส่งออกติดลบ โดยติดลบต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 3 โดยในเดือนก.ค. 2556 การส่งออกติดลบ 1.48%
"ครึ่งปีหลังถึงปีหน้า ยังเห็นเศรษฐกิจชะลอ เนื่องจากสหรัฐหยุดคิวอี การฟื้นตัวเศรษฐกิจประเทศหลักยังไม่ชัดเจน ดังนั้น ยังเห็นความผันผวนต่อเนื่อง อีก 18 เดือน" นายธีรนันท์ กล่าว
ทหารไทยเล็งหั่นเป้าใหม่ต่ำ 3%
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเดือนก.ค. ที่ออกมาหดตัว 1.48% นั้น ถือว่าต่ำกว่าที่ทางศูนย์วิเคราะห์ฯ คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก เพราะเดิมคาดการณ์ไว้ว่า การส่งออกเดือนก.ค. น่าจะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณ 2.3% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจโลกเริ่มดูดีขึ้น
สำหรับตัวเลขการส่งออกที่ค่อนข้างน่าผิดหวังนี้ คงทำให้ทางศูนย์วิเคราะห์ฯ ปรับประมาณการการส่งออกในปีนี้ใหม่ โดยคาดว่าอาจจะเติบโตได้ไม่ถึง 3% จากเดิมที่มองว่าปีนี้น่าจะโตได้ประมาณ 3.5%
"เดิมเรามองตัวเลขไว้ค่อนข้างต่ำ แต่ตัวเลขที่ออกมาจริงปรากฏว่าต่ำกว่าที่เรามองไว้มากเช่นกัน คงทำให้เราต้องปรับประมาณการลงใหม่เร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นการปรับครั้งที่ 2 ในรอบปี เพราะต้นปีเรามองว่า ส่งออกปีนี้น่าจะโตได้ 7% และมาปรับลงเหลือ 3.5% ในเดือนพ.ค. แต่พอตัวเลขเดือนก.ค. ออกมา เราคิดว่าคงมีการปรับลงอีกรอบ" นายเบญจรงค์ กล่าว
นายเบญจรงค์ กล่าวอีกว่า การส่งออกในช่วงที่เหลืออีก 5 เดือนนั้น ถือเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรที่จะทำให้การส่งออกของไทยทั้งปีเติบโตได้ถึง 3% เพราะเท่าที่ประมาณการดู พบว่า หากจะให้ตัวเลขการส่งออกสูงกว่า 2% ช่วงที่เหลืออีก 5 เดือนก็ต้องมีมูลค่าการส่งออกในแต่ละเดือนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ดังนั้นการจะทำให้ได้ 3% ก็ต้องมีมูลค่าการส่งออกที่สูงกว่านี้
ขอดู2เดือนก่อนหั่นเป้าส่งออก
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่าตัวเลขการส่งออกถือว่าค่อนข้างน่าผิดหวัง เพราะต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้มาก ทำให้ยังต้องติดตามดูตัวเลขการส่งออกอย่างใกล้ชิด ถ้าใน 1-2 เดือนนี้สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ทางศูนย์วิจัยฯ อาจต้องปรับลดคาดการณ์การส่งออกในปีนี้ลง จากปัจจุบันที่มองว่า ตัวเลขเฉลี่ยทั้งปีน่าจะเติบโตได้ประมาณ 4%
"เราคงยังไม่ปรับตัวเลขตอนนี้ ขอดูอีก 1-2 เดือน ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็คงต้องปรับใหม่" นายเชาว์ กล่าว
นายเชาว์กล่าวอีกว่าหากจะให้ตัวเลขการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ เติบโตได้ตามที่ศูนย์วิจัยฯ คาดการณ์ไว้ ตัวเลขการส่งออกในแต่ละเดือนช่วงครึ่งปีหลัง ต้องเติบโตไม่น้อยกว่า 6-7% แต่ปรากฏว่า ตัวเลขเดือนก.ค. ซึ่งเป็นเดือนแรกของครึ่งปีหลัง กลับมียอดติดลบ 1.48% จึงอาจเป็นเรื่องยากเช่นกันที่จะให้การส่งออกเติบโตได้ถึง 4% ตามประมาณการ
ต่างชาติขายหุ้น-ตราสารหนี้
วานนี้ (26 ส.ค.) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปิดที่ 1,329.18 จุด ปรับตัวลดลง 8.95 จุด หรือ 0.67% มูลค่าการซื้อขายเบาบาง 29,530.67 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,688.36 ล้านบาท
สำหรับ ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย มีมูลค่าการซื้อขาย 38,949 ล้านบาท โดย Yield Curve ปรับลดลงเล็กน้อย ในตราสารรุ่นอายุ 3 ปีขึ้นไป ประมาณ 1-2 bps. ภายใต้ปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง โดยนักลงทุนส่วนใหญ่รอการชะลอคิวอี โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงมีแรงขายในทุกช่วงอายุตราสาร ด้วยยอดขายสุทธิ 1,766 ล้านบาท
นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่าหุ้นปรับลงจากความกังวลเงินไหลออกและทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
"หุ้นมีความเสี่ยงปรับลงอีก จากความกังวลเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะนี้ เม็ดเงินไหลออกมีแนวโน้มลดลงแล้ว"






